posttoday
เรื่องจริงที่ชวนอึดอัดใจ

เรื่องจริงที่ชวนอึดอัดใจ

15 กันยายน 2558

โดย...รัชต์ โสดสถิตย์

โดย...รัชต์ โสดสถิตย์

เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี คำถามจากนักลงทุนที่มักดังขึ้นเสมอคือ ปีหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ผมอยากลองชวนท่านไปมองให้ยาวขึ้นอีก ผมคิดว่าในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าเราอาจจะต้องอยู่กับเรื่องจริงที่ชวนอึดอัดใจ ซึ่งมันก็เริ่มจากความจริงที่เราสัมผัสอยู่ทุกวันนี้ ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงความแตกต่างทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นหัวหอกสำคัญ โดยสหรัฐอเมริกากำลังจ่อคิวขึ้นอัตราดอกเบี้ยและดำเนินนโยบายการคลังที่รัดกุมขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่นยังต้องเดินหน้าใช้คิวอีต่อ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวต่ำลงอาจฉุดอัตราเงินเฟ้อต่อเนื่องไปอีก 5-10 ปี ทั้งยังอาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจจีนด้วยอีกทางซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย หากใน 5-10 ปีข้างหน้าเราอาจมองเห็นตัวเองมีชีวิตอยู่ท่ามกลางโลกที่หมุนไปพร้อมเศรษฐกิจที่เติบโตช้า อัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่มีการผูกค่าเงิน ขณะที่หุ้นใช่ว่าราคาถูกอีกต่อไป

ที่พูดเช่นนี้เพราะความอึดอัดแรกที่เราจะได้เจอ คือ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยากที่จะกลับไปสูงเหมือนในทศวรรษที่ผ่านมา มีการประมาณการจีดีพีของโลกในปี 2559-2563 ไว้ว่าน่าจะเติบโตเพียง 3-4% ขณะที่ราคาของน้ำมันซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการบริโภคของผู้คนทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำ และวัฏจักรเช่นนี้อาจยาวนานราว 5-10 ปี ซึ่งจะฉุดการปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อต่อไปอีก ยิ่งไปกว่านั้นหากหันไปมองจีนซึ่งเป็นเบอร์ 1 ในการบริโภคของโลก และครองสัดส่วนการใช้พลังงานถึง 18% ในแต่ละปี ถ้าอัตราการบริโภคในประเทศจีนลดลง ก็คงไม่ใช่แค่จะฉุดการเติบโตของจีนเองแต่เศรษฐกิจโลกก็พลอยถูกฉุดรั้งไปด้วยเช่นกัน หากลองหยิบเอาองค์ประกอบของจีดีพีมาจำแนกวิเคราะห์ทั้งอัตราการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐและการส่งออกสุทธิ ท่ามกลางสภาวะราคาน้ำมันต่ำผนวกกับสถานการณ์ของจีนที่อัตราการบริโภคถดถอย ซ้ำยังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหลังการปรับลดค่าเงินหยวน ประเทศอย่างเยอรมนีและรัสเซียซึ่งมีสัดส่วนของอัตราการส่งออกต่อจีดีพีค่อนข้างสูงย่อมได้รับผลกระทบ

ขณะที่สหรัฐซึ่งพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าสุทธิเป็นหลัก จะยังคงสามารถพยุงตัวให้เติบโตได้อย่างเป็นปกติ แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในอนาคตจึงอาจพึ่งพาการบริโภคของจีนน้อยลง และมีการระดมเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยปกป้องค่าเงิน โดยที่แต่ละค่าเงินอาจไม่ผูกกัน

อีกเรื่องที่อาจแน่นอก คือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนโดยการสร้างหนี้เพิ่ม ใน 10 ปีมานี้ หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเกือบ 20% ขณะที่ตอนนี้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ล้วนพยายามลดการสร้างหนี้เพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งย่อมมีผลให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลง ยิ่งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดต่ำลงไปด้วยอย่างที่กล่าวไปแล้ว ก็ยิ่งเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยให้ลงต่ำไปด้วย นี่ยังไม่นับความจริงที่ว่า ในอนาคตประชากรใหม่ในโลกจะน้อยลง ขณะที่ผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น โดยประมาณการจำนวนประชากรโลกในปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ราวๆ 7,700 ล้านคน เทียบเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรเพียงแค่ 1.37% ต่อปี ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจอาจหมายถึงการบริโภคที่ลดน้อยลงและแรงงานที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็น้อยลงตามไปด้วย

ส่วนในตลาดหุ้น Discount rate ต่ำจะผลักดันให้มูลค่าตลาดสูงขึ้น หุ้นแพงขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ขณะเดียวกันตลาดจะทวีความผันผวนจากผู้ลงทุนที่เข้ามาเล่นกันอย่างหลากหลายขึ้นและเทรดกันด้วยความถี่สูง

สำหรับท่านที่ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น เรื่องเหล่านี้อาจจะชวนให้อึดอัด แต่ผมไม่ได้เล่าสู่กันฟังเพื่อให้หวาดวิตกจนเกินไปนะครับ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังมีโอกาสและหุ้นดีๆ ให้เราเลือกลงทุนเสมอ และหากใน 5-10 ปีนับจากนี้ เราต้องเผชิญสถานการณ์อย่างที่กล่าวไป ผมเชื่อว่าลำพังแค่การลงทุนแบบ “ปาเป้า” ตามเศรษฐกิจในภาพใหญ่โดยหวังเอาการเติบโตของตัวเลขจีดีพีมาเดิมพัน หรือมองแค่การเลือกภูมิภาคให้โดนเจาะแค่ Sector เด่นอาจจะไม่เพียงพอ

การกลับเข้าสู่เกมการเล่นหุ้นแบบดั้งเดิม นั่นคือ การเลือกหุ้นรายตัว (Stock Selection) โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัทเป็นหลัก พิจารณาคัดสรรหุ้นอย่างพิถีพิถันขึ้น รวมถึงผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ดังกล่าวให้ช่วยดูแลพอร์ตการลงทุน น่าจะเป็นคำตอบสำหรับการสร้าง “โอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจ” จากตลาดหุ้นท่ามกลางเรื่องจริงที่ชวนอึดอัดใจในอีก 5-10 ปีข้างหน้าได้ครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ