
พลังของดอกเบี้ย
เรื่องของดอกเบี้ยเป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้คนในแวดวงเศรษฐกิจการเงินและการลงทุนให้ความสนใจ ซึ่งในวันที่ 18 ก.ย.ที่จะถึงนี้ เราก็จะได้รู้แล้วว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ การประชุมรอบนี้ถือว่าสำคัญมากและได้รับการจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาร่วม 7 ปี นับแต่ดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 การปรับดอกเบี้ยครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
เรื่องของดอกเบี้ยเป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้คนในแวดวงเศรษฐกิจการเงินและการลงทุนให้ความสนใจ ซึ่งในวันที่ 18 ก.ย.ที่จะถึงนี้ เราก็จะได้รู้แล้วว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ การประชุมรอบนี้ถือว่าสำคัญมากและได้รับการจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาร่วม 7 ปี นับแต่ดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ที่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 การปรับดอกเบี้ยครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
ขณะเดียวกัน เมื่อมองย้อนกลับมาที่บ้านเราก็เกิดคำถามตามมาเช่นกันว่า ประเทศไทยในฐานะที่เป็นเศรษฐกิจขนาดไม่ใหญ่ แต่มีการเปิดกว้างสูงจะมีทิศทางดอกเบี้ยเช่นไร แบงก์ชาติจะเดินตามทิศทางของเฟดหรือไม่ กรณีที่เฟดเกิดขึ้นดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาจริงๆ แต่ ณ ขณะนี้ภายใต้สภาพเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและต้องการแรงส่งให้ไปได้ต่อ หลายคนก็คาดหวังว่า ดอกเบี้ยนโยบายของเราจะคงระดับต่ำที่ 1.50% อย่างนี้ต่อไปค่ะ เพราะเชื่อมั่นว่าดอกเบี้ยที่ต่ำจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้
ทั้งนี้ หากมองในมุมทางทฤษฎีแล้ว ดอกเบี้ยในระบบเศรษฐกิจที่ต่ำนั้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคส่วนต่างๆ ต่ำลงไปด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนของสถาบันการเงิน ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลง รวมไปจนถึงดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบโดยรวม ในฟากของตลาดการเงินเองในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลที่มีอัตราดอกเบี้ยลดลงนั้น ย่อมหมายความว่า อัตราดอกเบี้ย Risk Free Rate ตามทฤษฎีก็ย่อมต่ำลงไปด้วย ซึ่งนั่นส่งผลถึงอัตราผลตอบแทนคาดหวังที่มีต่อสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ อย่างเช่น หุ้น ฉะนั้นแล้วต้นทุนเงินทุนทั้งของภาคเอกชนและครัวเรือนก็ย่อมต่ำลง มองในมุมนี้ก็น่าจะดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปได้โดยง่าย
แต่ในฐานะที่ดิฉันทำงานอยู่ใน Real Sector ด้วย ต้องบอกว่าความจริงไม่ได้ง่ายแบบในทฤษฎีว่าไว้ หากดูตอนนี้ จะเห็นว่าดอกเบี้ยเราอยู่ในระดับต่ำมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งเป็นผลบวกต่อทั้งต้นทุนการเงินโดยรวมที่ต่ำลง และนอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังอ่อนตัวก็เป็นผลดีต่อผู้ส่งออกด้วย แต่เศรษฐกิจของเราก็ยังไม่กระเตื้อง เห็นได้จากการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่เติบโตและสภาพคล่องยังคาอยู่ในระบบธนาคารหลายแสนล้านบาท ซึ่งก็สะท้อนกลับไปที่การลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำจนไม่สามารถระบายเงินออมเป็นสินเชื่อได้ เหตุก็เพราะว่า ณ ขณะนี้ภาคเอกชนเองยังไม่แน่ใจในสภาพเศรษฐกิจว่าเมื่อลงทุนไปแล้วจะมี “อุปสงค์” ขึ้นมารองรับหรือเปล่า ขณะนี้เราเจอกับสภาพที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ย่อมส่งผลต่อกำลังซื้อและอุปสงค์โดยรวมของเศรษฐกิจไทยค่ะ เมื่อมองเช่นนี้การลดดอกเบี้ยลงมาเพิ่มก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก
ดังนั้น บทบาทสำคัญในการดันอุปสงค์ของประเทศจึงอยู่ที่นโยบายการคลัง ซึ่งจะใส่เงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจได้โดยตรงและสร้างอุปสงค์ขึ้นมาได้ แต่ก็ต้องระวังเรื่องหนี้สาธารณะและภาระทางการคลังที่จะพอกตัวตามมาได้
อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยที่ต่ำมีผลดีทางอ้อมในการเพิ่มอุปสงค์ในระบบเช่นกันค่ะ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงก็คือผู้บริโภคที่มีภาระหนี้สูง ดอกเบี้ยที่ต่ำลงย่อมทำให้ต้นทุนการผ่อนชำระลดลงไปได้มาก จะช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับผู้บริโภคได้ในระยะสั้น ดังนั้นแล้วกุญแจสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจ ก็คือ จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา







