posttoday
Stock Futures ใช้เงินลงทุนต่ำ ต้องบริหาร Margin

Stock Futures ใช้เงินลงทุนต่ำ ต้องบริหาร Margin

11 กันยายน 2558

การลงทุน Stock Futures ในตลาด TFEX แม้ว่าจะมีลักษณะใกล้เคียงกับการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่จะมีการบริหารเงินลงทุนที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่เงินลงทุนตั้งต้น การรักษาระดับเงินประกันที่วางไว้ และการคำนวณกำไรขาดทุน ในวันนี้จะขอนำรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารเงินประกันมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ

การลงทุน Stock Futures ในตลาด TFEX แม้ว่าจะมีลักษณะใกล้เคียงกับการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่จะมีการบริหารเงินลงทุนที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่เงินลงทุนตั้งต้น การรักษาระดับเงินประกันที่วางไว้ และการคำนวณกำไรขาดทุน ในวันนี้จะขอนำรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารเงินประกันมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ

การซื้อขายหุ้น ผู้ลงทุนจะต้องใช้เงินเริ่มต้นเท่ากับมูลค่าหุ้นที่ต้องการลงทุน โดย ณ ทุกสิ้นวัน หากผู้ลงทุนยังไม่ได้ตัดสินใจขายหุ้นออกไป มูลค่าพอร์ตผู้ลงทุนจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามราคาของหุ้นที่เปลี่ยนแปลง และจะมีการแสดงผลกำไรขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (Unrealized Gain/Loss) เพื่อสะท้อนผลตอบแทนการลงทุน

ในขณะที่การลงทุน Stock Futures จะใช้เงินเริ่มต้นน้อยกว่าเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการทำสัญญาล่วงหน้า โดยผู้ลงทุนเพียงใช้เงินส่วนหนึ่งของมูลค่าสัญญามาเป็นเงินวางหลักประกัน (Margin) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คู่สัญญา ก่อนที่จะเริ่มลงทุนใน Stock Futures ผู้ลงทุนจะต้องวางเงินหลักประกันขั้นต้น หรือ Initial Margin ไว้กับโบรกเกอร์ ตามระดับที่สำนักหักบัญชี (TCH) เป็นผู้กำหนด (สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปมูลค่า Initial Margin จะอยู่ที่ 1.9 เท่าของอัตราที่ TCH กำหนด) โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 15-20% ของมูลค่าสัญญาที่ลงทุน

ทั้งนี้ เมื่อซื้อขาย Stock Futures ไปแล้ว ในทุกๆ เย็น จะมีการคำนวณ Mark-to-Market กล่าวคือ จะมีการเทียบราคา Settlement Price ของเย็นวันนั้น เทียบกับของวันก่อนหน้า เพื่อหาว่าในวันนั้นผู้ลงทุนได้กำไรหรือขาดทุนเท่าใด และจะนำเงินกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้น มารวมกับเงิน Margin ที่วางไว้ ทำให้มูลค่าเงิน Margin ของผู้ลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน การคำนวณ Mark-to-Market นี้ จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถติดตามสถานะการลงทุนของตน ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับผลกำไรขาดทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Gain/Loss) ของการลงทุนในหุ้น

ในกรณีที่ผู้ลงทุนขาดทุน จะทำให้เงิน Margin ของผู้ลงทุนลดลง ทั้งนี้ผู้ลงทุนจะต้องบริหารเงิน Margin ไม่ให้ต่ำกว่าเงินหลักประกันรักษาสภาพ หรือ Maintenance Margin (เท่ากับ 70% ของ Initial Margin) โดยหากมูลค่าเงิน Margin ลดลงต่ำกว่าระดับดังกล่าว โบรกเกอร์จะเรียกให้ผู้ลงทุนนำเงินหลักประกันมาวางเพิ่ม (Call Margin) เพื่อให้กลับมาอยู่ที่ระดับ Initial Margin อีกครั้งหนึ่ง

ลงทุน Stock Futures บริหาร Margin ใช้เงินลงทุนต่ำ

เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ลงทุน จะขอยกตัวอย่างดังนี้ ผู้ลงทุนต้องการลงทุนใน IVL Stock Futures ณ วันที่ 6 พ.ค. 2015 จึงทำการซื้อสัญญา (Long) IVLM15 หรือ Stock Futures ที่อ้างอิงกับหุ้น IVL หมดอายุเดือน มิ.ย. 2015 จำนวน 1 สัญญา ที่ราคาปิดตลาดที่ 24.30 บาท/หุ้น จากประกาศของสำนักหักบัญชี (TCH) ได้กำหนดระดับ Maintenance Margin ของ IVL Stock Futures ไว้ที่ 1,400 บาท/สัญญา หมายความว่า โบรกเกอร์จะเรียก Initial Margin จากผู้ลงทุนเป็นจำนวนเงิน 2,660 บาท (1,400x1.9 เท่า) สำหรับการซื้อขาย IVL Stock Futures จำนวน 1 สัญญา และผู้ลงทุนจะต้องรักษาระดับเงิน Margin ไม่ให้ต่ำกว่า Maintenance Margin ที่ 1,862 บาท (70% x 2,660)

ในช่วงที่ผู้ลงทุนถือครองสัญญาอยู่ หลังปิดการซื้อขายทุกวันจะมีการคำนวณกำไรขาดทุนที่เกิดจากสัญญาที่ผู้ลงทุนถืออยู่ (Mark-to-Market) เพื่อนำมาเพิ่มหรือหักออกจากเงิน Margin ที่ผู้ลงทุนวางไว้ ในวันที่ 8 พ.ค. 2015 ราคา Settlement Price ของ IVL Stock Futures ลดลงมาเหลือ 23.32 บาท ส่งผลให้เงิน Margin ของผู้ลงทุนลดลงเหลือ 1,680 บาท ((24.30-23.32) x 1,000) ซึ่งต่ำกว่า Maintenance Margin โบรกเกอร์จะติดต่อกับผู้ลงทุนให้นำเงินวางหลักประกันมาเติม (Call Margin) เป็นจำนวนเงิน 2,660-1,680 = 980 บาท เพื่อให้เงินหลักประกันกลับมาอยู่ที่ระดับ Initial Margin อีกครั้ง

ต่อมาในวันที่ 15 มิ.ย. 2015 ราคา Settlement Price ของ IVL Stock Futures อยู่ที่ 24.58 บาท เมื่อคำนวณ Mark- to-Market แล้วจะทำให้เงิน Margin ของผู้ลงทุนเพิ่มขึ้น (24.58-23.32)x1,000 = 1,260 มาอยู่ที่ 3,920 บาท (2,660+1,260) เมื่อระดับเงิน Margin สูงกว่าระดับ Maintenance Margin ผู้ลงทุนอาจขอเรียกเงินบางส่วนกลับมาจากโบรกเกอร์ได้

เงิน Margin บริหารถูกต้อง ลดความเสี่ยง

ในการลงทุน Stock Futures ผู้ลงทุนอาจวางเงิน Margin ไว้กับโบรกเกอร์เป็นจำนวนสูงกว่า Initial Margin ที่กำหนดตั้งแต่เริ่มลงทุน เพื่อลดโอกาสที่จะถูก Call Margin และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากความผันผวนของราคาหุ้น และจากการปรับเปลี่ยนอัตราเงินวางหลักประกันที่สำนักหักบัญชีกำหนด เนื่องจากหลักประกันสามารถเพิ่มหรือลดได้ตามความผันผวน (Volatility) ของราคาหุ้นในตลาด แม้ว่าราคาหุ้นจะมีการปรับตัวลดลง แต่หากราคามีความผันผวนมากขึ้น หลักประกันก็อาจจะเพิ่มขึ้นได้

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรกำหนดระดับการขาดทุนที่ยอมรับได้ เพื่อเป็นจุดจำกัดความเสี่ยงจากการลงทุน (Stop Loss) แม้ว่าผู้ลงทุนจะสามารถเพิ่มเงิน Margin ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ราคาหุ้นมีความผันผวน แต่อาจไม่ใช่แนวทางการลงทุนที่สามารถสร้างผลกำไรได้เสมอไป สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมและตรวจสอบระดับหลักประกันในปัจจุบันได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ หรือ เว็บไซต์ www.tfex.co.th

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ