
นิรโทษกรรมอีกละ
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
โทษทีนะ อันนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะ เพียงแต่ว่ารู้สึกไม่สบายใจทุกทีเวลาเจอข่าวนี้ ไม่ใช่ข่าว สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ หรือข่าวถอดยศใครทั้งสิ้น แต่ที่ไม่สบายใจก็คือ ทุกครั้งที่รัฐบาลจะพยายามเก็บภาษีให้ได้มากขึ้น ก็จะมีข่าวนิรโทษกรรมภาษีให้กับพวกเอสเอ็มอี มาครั้งนี้ก็อีหรอบเดิมขอนิรโทษกรรมภาษีให้เอสเอ็มอีอีก แถมยังมีข่าวขอหั่นภาษีนิติบุคคลเอสเอ็มอีจาก 15% เหลือ 10% สำหรับเอสเอ็มอีที่มีกำไรสุทธิมากกว่า 3 แสนบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท แลกกับการที่เอสเอ็มอีต้องทำบัญชีเดียว
เจอข่าวนี้ทีไรสะท้อนใจทุกที เพราะการนิรโทษกรรมภาษีซ้ำซากอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า
1.เอสเอ็มอีบางส่วน (เป็นส่วนใหญ่หรือไม่ ไม่รู้ แต่ต้องมีจำนวนที่มากพอดู) หลบหลีกภาษีกันอยู่ โดยที่กรมสรรพากรไม่สามารถจัดการได้
2.ที่ผ่านมาการนิรโทษกรรมภาษีไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการชักชวนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบการเสียภาษีที่ถูกต้อง (เพราะหากประสบความสำเร็จก็คงไม่ต้องมาจัดกิจกรรมลดภาษีหรือนิรโทษกรรมภาษีอย่างนี้อีก)
3.ไม่ค่อยได้เห็นข่าวกรมสรรพากรลงโทษผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่หลบหลีกภาษีเลย ดังนั้น แม้ว่าจะขู่อย่างไรผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ไม่กลัว เพราะเชื่อว่าอย่างไรเสียก็สามารถหลบรอดสายตาของกรมสรรพากรได้
4.การนิรโทษกรรมภาษีซ้ำซากก็ยังส่อให้เห็นเป็นนัยว่า กรมสรรพากรไม่สามารถตามจัดเก็บภาษีเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ทุกสิ่งที่คุณทำกับคนอื่น คือ การสอนให้คนอื่นทำอย่างไรกับคุณ” สิ่งที่กรมสรรพากรทำอยู่ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ก็คือการสอนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทำอย่างนั้นกับกรมสรรพากร
ถ้าอย่างนั้นเราลองมาเดาใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกันมั้ยครับว่าจะทำอย่างไรต่อหลังจากกรมสรรพากรออกมาตรการไม่ว่าจะนิรโทษกรรมหรือลดภาษีออกมา หากให้ผมเดาใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถามว่าครั้งนี้จะเป็นคนดีเข้าสู่ระบบเพื่อเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ คำตอบก็คง “ไม่”
เพราะจาก 3 เหตุผลดังกล่าวข้างต้น ในเมื่อตอนนี้กรมสรรพากรยังตามเก็บภาษีให้ถูกต้องไม่ได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำ 2 บัญชี การทำให้บริษัทขาดทุนด้วยวิธีการสร้างรายจ่าย หรือซื้อบิล หรือนำบิลรายจ่ายส่วนตัวมาตัดจ่ายในบัญชีของบริษัท ฯลฯ เพื่อให้ไม่ต้องเสียภาษี หรือถ้าจะเสียก็เสียให้น้อยที่สุด แล้วอย่างนี้จะมีแรงจูงใจให้ต้องเสียภาษีให้ถูกต้องอย่างไร บางคนอาจจะบอก “อ้าว ก็การนิรโทษกรรมภาษีไง หรือการลดอัตราภาษีเหลือแค่ 10% ไง”ก็ถูกครับ แต่ถ้าเทียบกับแทบไม่ต้องเสียภาษีเลย การหลบหลีกภาษีเมื่อเทียบภาษีที่ประหยัดได้กับความเสี่ยงที่จะโดนกรมสรรพากรตรวจพบแล้ว อาจจะจูงใจให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลบหลีกภาษีต่อไปมากกว่า
วิธีการที่กรมสรรพากรปฏิบัติต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลับแตกต่างจากการปฏิบัติต่อมนุษย์เงินเดือนทำนองฟ้ากับเหวเลยทีเดียว เอาอย่างง่ายๆ ของมนุษย์เงินเดือน ไม่เคยได้ยินกรมสรรพากรประกาศนิรโทษกรรมคนที่หลบหลีกภาษี มีแต่ได้ข่าวกรมสรรพากรสั่งปรับหรือเรียกเก็บเงินเพิ่มจากคนที่หลบหลีกหรือเสียภาษีไม่ถูกต้อง ซึ่งผลก็คือไม่ค่อยเห็นข่าวมนุษย์เงินเดือนหลบหลีกภาษีกันมากนัก หรืออย่างการประกาศลดภาษี ก็ไม่ค่อยได้เห็นกรมสรรพากรประกาศลดภาษีให้มนุษย์เงินเดือนเลย แถมค่าลดหย่อนบางอย่างที่พอจะช่วยให้มนุษย์เงินเดือนได้บริหารภาษีบ้าง ก็จะปรับลดลง
บางคนอาจจะบอก “อ้าว ก็ลดแล้วนี่จาก 5 ขั้น เป็น 7 ขั้น จากอัตราสูงสุด 37% เป็น 35%” ก็ใช่ครับ แต่ถ้าเทียบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งเสียภาษีจริงๆ สูงสุดอยู่ที่ 28% แล้ว มนุษย์เงินเดือนเสียภาษีมากกว่าเยอะ แถมยังหักค่าใช้จ่ายได้แค่ 6 หมื่นบาท เทียบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่หักภาษีได้ไม่จำกัด ดูแล้วไม่ยุติธรรมเลย เหมือนการลงโทษคนดีอย่างไรไม่รู้
สิ่งที่เขียนนี้ก็เพื่อสะท้อนความรู้สึก อยากขอให้กรมสรรพากรมีความยุติธรรมในการจัดเก็บภาษีหน่อย และขอให้ดำเนินการตามกฎหมายกับทุกคนอย่างเสมอภาค เพราะหากกรมสรรพากรยังคอยแต่นิรโทษภาษีหรือลดภาษี ฯลฯ สำหรับผู้ที่หลบหลีกภาษี สักวันหนึ่งมนุษย์เงินเดือนก็อาจขอหลบหลีกภาษีบ้าง ก็เพราะกรมสรรพากรสอนพวกเขาเองว่า “ใครก็ตามที่หลบหลีกภาษีเยอะๆ ไว้ กรมสรรพากรจะนิรโทษภาษีให้ หรือแถมลดภาษีให้อีกด้วย”







