
ดึงเทคโนโลยีรับมือค้าปลีกอาหารโตเร็ว
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
การขนส่งและการบริหารคลังสินค้าเป็นปัจจัยสำคัญกับการค้าขาย โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอาหารที่ต้องการความรวดเร็ว เพราะหากส่งช้าอาหารก็จะไม่สด หรือป้อนสินค้าไม่ทันความต้องการลูกค้า
ดีน อิชอร์น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภาคธุรกิจค้าปลีก ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบรับเหมา เปิดเผยว่า บริษัทได้สนับสนุน เรดชิฟท์ รีเสิร์ช ทำผลสำรวจความคิดเห็น ทิศทางอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในตลาดค้าปลีกอาหารที่มีอัตราการเติบโตสูงในภูมิภาคเอเชีย : ตื่นตัวที่จะเติบโต โดยสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานด้านค้าปลีกอาหารในอินเดีย ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามกว่า 300 ราย พบว่า ผู้ค้าปลีกอาหารมองการเติบโตธุรกิจปีนี้ใกล้เคียงกัน 6 ใน 10 มองว่าโต 6% ขึ้นไป 27% มองว่าโต 10% ขึ้นไป เป็นการโตตามจำนวนประชากรและรายได้สูงขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ค้าปลีกอาหารเกือบ 50% มองว่า การที่ธุรกิจนี้โตเร็วส่งผลต่อการทำงานด้านซัพพลายเชน โดยเฉพาะการบริหารจัดการให้มีสินค้าบนชั้นวางพร้อมจำหน่าย การหาสินค้าให้ได้ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการเอเชียกังวล คือ การส่งสินค้าที่ล่าช้า 29% หลงทางระหว่างขนส่ง 28% ไม่สามารถประเมินความต้องการของลูกค้าได้ 23% ส่วน
ผู้ประกอบการไทยจะกังวลต้นทุนการขนส่ง 57% ความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่สามารถคาดเดาได้ 49% และ 48% ประสบปัญหาบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าปลีกอาหารไทยครึ่งหนึ่งเชื่อว่าเทคโนโลยีบริหารจัดการสินค้าคงคลังจะช่วยให้ระบบปฏิบัติการรวมดีขึ้นได้ ซึ่ง 55% เชื่อว่าระบบการจัดการขนส่ง เช่น เทคโนโลยีตรวจสอบและติดตามสถานะการขนส่งจะเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยการว่าจ้างหน่วยงานภายนอกมาดูแลงานซัพพลายเชนเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจได้ แต่ 64% ของผู้ประกอบการยังไม่ได้ว่าจ้างบริษัทภายนอก
เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้บริหารสินค้าดีขึ้นได้ ผู้ประกอบการก็ควรศึกษาและนำมาประยุกต์ใช้







