
เร่งปฏิรูปข้าวไทย สู้แข่งดุยุคเออีซี
ชาวนาเป็นอาชีพที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่สามารถกำหนดอะไรให้ตัวเองได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟ้าฝน ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้
โดย...ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ชาวนาเป็นอาชีพที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่สามารถกำหนดอะไรให้ตัวเองได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟ้าฝน ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ ที่สำคัญอำนาจต่อรองก็ไม่มี นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมชาวนาไทยถึงยากจนและมีหนี้สินท่วมตัว
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาหากเปรียบเทียบชาวนาเวียดนาม จีน และไทย นโยบายของจีนและเวียดนามให้ความสำคัญเรื่องการผลิต เน้นการพัฒนาพันธุ์ การสนับสนุนปัจจัยปุ๋ยและน้ำมัน รวมถึงยกเลิกการเก็บภาษีที่ดิน เป็นต้น แต่นโยบายข้าวที่ผ่านมาในครึ่งศตวรรษของไทยให้ความสำคัญกับเรื่อง “ราคา” เป็นหลัก โดยละเลยเรื่องของประสิทธิภาพในการผลิต นั้นคือเรื่องเดิมๆ ที่เราๆ ท่านๆ พอทราบกันอยู่
แต่เรื่องใหม่ที่เข้ามาให้ข้าวไทยต้องคิดกันหนักๆ ก็คือ “การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (เออีซี) เราทราบกันดีว่าคู่แข่งที่สำคัญของข้าวไทยตั้งแต่ไหนแต่ไร คือ “เวียดนาม” เมื่อเป็นเออีซีตอนนี้ไม่ใช่เฉพาะเวียดนามเท่านั้น “เมียนมา” กับ “กัมพูชา” มาแรงเหลือเกิน ทั้งสองประเทศนี้ตั้งเป้าว่าในแต่ละปีต้องส่งออกข้าวมากกว่า 1 ล้านตัน
ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยต่ำกว่าเวียดนาม 2 เท่า ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ของไทยกับอีกสองประเทศมีความใกล้เคียงกันที่ 450 กิโลกรัม/ไร่
ที่สำคัญกว่านั้นหากเปรียบเทียบเงินเหลือของชาวนาไทย เวียดนามและเมียนมา พบว่าชาวนาไทยมีเงินเหลือในกระเป๋าน้อยที่สุดพูดง่ายๆ คือ “จนที่สุดในอาเซียน”
หันไปดูนโยบายข้าวเวียดนามมีสองส่วนที่สำคัญคือ นโยบายราคาขั้นต่ำ (Floor Price) และนโยบายสนับสนุนภายในนโยบายเหล่านี้ผ่านทางหน่วยงานที่สำคัญสองหน่วยงานคือ สมาคมอาหารเวียดนาม (Vietnam Food Association : VFA) ซึ่งแยกเป็น Vinafood1 และ Vinafood2 และสหภาพชาวนา (Vietnam National Farmer Union : VNFU)
การกำหนดราคาขั้นต่ำจะดำเนินการโดย VFA โดยราคาขั้นต่ำที่เกษตรกรขายเท่ากับต้นทุน + ต้นทุน x ด้วย 30% ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันต้นทุนข้าวเวียดนามอยู่ที่ 6,000 บาท/ตัน ฉะนั้นราคาขั้นต่ำที่เกษตรกรขายได้ต้องเท่ากับ 6,000+1,800 (6,000x.3) เท่ากับ 7,800 บาท/ตัน
ส่วนนโยบายภายในประเทศที่ต้องการช่วยเหลือชาวนา ได้แก่ การกำหนดพื้นที่ 24 ล้านไร่ ไว้สำหรับทำนาที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะด้วยจำนวนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในเวียดนามอย่างมากมายมหาศาล ทำให้หลายพื้นที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงงานแทนและมีการให้เงินอุดหนุนการทำนาโดยตรงแก่ชาวนา
นอกจากนี้ เวียดนามเน้นพันธุ์ข้าวที่เป็นไฮบริด 1,500 ตัน และซูเปอร์ ไฮบริด 2 ตัน ส่วนบทบาทของ VNFU ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการมีส่วนรวม การอบรม การให้ข้อมูล การจัดหาเงินทุน แลจัดหาตลาดข้าว
ส่วนเมียนมามีนโยบายข้าวสำคัญๆ หลากหลาย แต่ไม่มีการกำหนดราคาขั้นต่ำนโยบายที่น่าสนใจคือ การตั้งสมาคมอุตสาหกรรมข้าวเมียนมา (Myanmar Rice Industry Association : MRIA) ซึ่งรวมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งชาวนา โรงสี และผู้ส่งออก โดยที่รัฐบาลกำกับดูแลอยู่ห่างๆ ปล่อยให้สมาคมดำเนินการทั้งหมด
ที่น่าสนใจคือว่าสมาคมได้ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาช่วยพัฒนาพันธุ์ ทดสอบที่ดิน และทำการตลาด เช่น ขณะนี้ให้นักลงทุนญี่ปุ่นปลูกข้าว Japonica เพื่อส่งกลับไปญี่ปุ่น ส่วนนโยบายข้าวของกัมพูชาก็ไม่มีการกำหนดราคาขั้นต่ำเช่นกัน
คำถามที่สำคัญคือ ในยุคเออีซี ข้าวไทยต้องทำอย่างไร ผมขอนำเสนออย่างนี้ครับ
เราต้องปฏิรูปโครงสร้างการผลิตข้าวไทยทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่จัดระเบียบการปลูกในแต่ละจังหวัด ในจำนวนจังหวัดของไทยที่ปลูกข้าวนาปี 59 จังหวัด และ 30 จังหวัดที่ปลูกข้าวนาปรัง มีแนวทางให้ดำเนิน 2 แนวทาง คือ ต้องลดพื้นที่เพาะปลูก ภายในเงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องหาแนวทางสินค้าเกษตรอื่นๆ เข้ามาทดแทนด้วย หรือหันไปเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นกว่าผลผลิตเฉลี่ยของอาเซียน
ที่สำคัญประเทศไทยต้องหันไปเน้นศักยภาพและความเหมาะสมการปลูกข้าวของแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคอีสานต้องเน้นการปลูกข้าวหอมมะลิ ภาคเหนือเน้นปลูกข้าวเหนียวและข้าวเจ้า และภาคกลางเน้นการปลูกข้าวขาว ส่วนภาคใต้เน้นการปลูกข้าวที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นต้น
เรื่องน้ำจะกลายเป็นปัญหาของการทำการเกษตรกรรมในอนาคตรวมทั้งข้าวด้วย ชาวนาไม่ต้องเสียดายพื้นที่จัดสรรพื้นที่สัก 20% ขุดบ่อหรือสระน้ำเป็นของตนเอง เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง หรือแม้กระทั่งหน้าฝนที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติ
ในอนาคตเกษตรกรต้องเน้นผลิตข้าวที่เป็นออร์แกนิกและข้าวที่มีคุณภาพดี เพื่อขายให้กับประเทศที่มีกำลังซื้อสูงๆ การลดการใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าหญ้า เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ และไม่ต้องใช้อีกแล้ว
ผมได้ทำการคำนวณว่า หากลดสิ่งเหล่านี้จะทำให้รายได้ของชาวนากลับมาเป็นบวกทันทีเพิ่มขึ้นอีก “1,000 บาท/ตัน” สุดท้ายการสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางรอด เพราะเท่ากับว่าทำให้ช่วยราคาข้าวในประเทศสูงขึ้นครับ นี่คือแนวทางเบื้องต้นที่ข้าวไทยต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนครับ
ท่านที่สนใจเรื่องข้าว อ่านเพิ่มเติม “หนังสือ-ข้าวไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” เขียนโดยผมเองครับ







