
โมเดอร์นหวังโตแล้วแตก
MODERN เปิดแผน 5 ปี ดันธุรกิจเฮลท์แอนด์แคร์ทำรายได้แตะ 1,000 ล้าน พร้อมดันเข้า mai
MODERN เปิดแผน 5 ปี ดันธุรกิจเฮลท์แอนด์แคร์ทำรายได้แตะ 1,000 ล้าน พร้อมดันเข้า mai
นายทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป (MODERN) เปิดเผยว่า ใน 5 ปีข้างหน้าบริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนกระจายรายได้จากธุรกิจใหม่ผ่านการดำเนินธุรกิจของบริษัทลูก คือ บริษัท Modernform Health & care คือกลุ่มธุรกิจเพื่อการแพทย์และการดูแลสุขภาพ (เฮลท์แอนด์แคร์) เป็น 20% ของรายได้ทั้งหมดจากปัจจุบันที่สัดส่วนค่อนข้างน้อย
ธุรกิจเฮลท์แอนด์แคร์มีอัตรากำไรขั้นต้น30%สูงกว่าธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัท หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 200-300 ล้านบาท/ปี จึงมีเป้าหมายจะทำรายได้เพิ่มเป็นประมาณ 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งบริษัทจะมีพันธมิตรใช้วิธีการเข้าซื้อกิจการเพื่อสร้างการเติบโตโดยที่ผ่านมามีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่บริษัทมีความพร้อมในการเข้าซื้อกิจการจากสภาพคล่องที่มี อีกทั้งไม่มีหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ หากธุรกิจเฮลท์แอนด์แคร์สามารถมีรายได้ตามเป้าหมายดังกล่าว บริษัทมีแผนที่จะนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยบริษัทมีแผนที่จะปรับโครงสร้างไปเป็นโฮลดิ้งคอมพานีมากขึ้น แต่จะทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ต่อไป เพราะเป็นธุรกิจที่มีการลงทุนไปมากและยังมีโอกาสเติบโต
“ตอนนี้กำลังดูการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจทั้งการบริหารกลุ่มสินค้า การบริหารแหล่งที่มาของรายได้ แผน 5 ปี จะไม่โฟกัสแค่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อย่างเดียว เพราะต้องการกระจายไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งธุรกิจเฮลท์แอนด์แคร์ปีนี้จะเติบโตแบบก้าวกระโดด จะไม่เติบโตแค่ธุรกิจตัวแทนขายสินค้าที่ทำอยู่เท่านั้น และหากในประเทศแข็งแรงมีแผนจะขยายธุรกิจออกไปในภูมิภาคด้วย”
อย่างไรก็ดี บริษัทมีแผนที่จะขายหุ้นในบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี (MFEC) ที่ปัจจุบันถืออยู่ประมาณ 2.27% ออกมาทั้งหมด หากได้ราคาที่ดีเพราะไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท
นายทักษะ กล่าวว่า ในปี 2558 รายได้จะใกล้เคียงปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4,340.52 ล้านบาท โดยเติบโตไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 15% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานไม่รวมรายการพิเศษจะทำได้ใกล้เคียงปีก่อนที่ประมาณ 400 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งแรกของปีนี้ทำได้แล้วราว 160 ล้านบาท เนื่องจากงานของบริษัทส่วนใหญ่เป็นงานโครงการ ซึ่งมีการชะลอจากผลกระทบจากทั้งปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ รายได้และกำไรในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะทำได้มากกว่าช่วงครึ่งปีแรก เพราะโดยปกติจะเป็นช่วงที่มีการสั่งมอบงานเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือประมาณ 2,700-2,800 ล้านบาท จะแบ่งการรับรู้เป็นรายได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้สัดส่วนประมาณ 60% ส่วนที่เหลือคาดว่าจะเริ่มทยอยรับรู้ได้ในปีหน้า
“จากการที่เศรษฐกิจไทยเข้าสู่สภาวะชะลอตัวลง ทำให้สถาบันการเงินอนุมัติออกสินเชื่อได้น้อยลง เนื่องจากเกรงว่าจะก่อให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ยังคงไม่มั่นใจในเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจมากนักและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จึงมีการขอยืดระยะเวลาการโอนบ้านและคอนโดออกไป คาดว่าในครึ่งปีหลังจะเริ่มดีขึ้น โดยคาดว่าจะมีกำไรไม่น้อยกว่า 220-230 ล้านบาท เพื่อชดเชยรายได้จากครึ่งปีแรกที่มีกำไรเพียง 161.72 ล้านบาท”
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนจากเงินปันผลของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 6-7% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง และการที่ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงมานั้น ทำให้นักลงทุนมองเห็นว่าแนวโน้มหุ้นของบริษัทจะมีอัตราผลตอบแทนปันผลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีนักลงทุนทยอยเข้ามาลงทุนถือหุ้นในบริษัทเพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทจะยังคงจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนในระดับเดิม
สำหรับการเติบโตของบริษัทในปี 2559 ภาพธุรกิจขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากยังต้องติดตามปัจจัยเศรษฐกิจและการเมือง โดยแผนกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจบริษัทในปีหน้าจะเสร็จใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น MODERN จากสถานะการเงินแข็งแกร่งและปันผลดี โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2558 ของ MODERN ออกมาอ่อนตัว จากการได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ การเลื่อนส่งมอบให้แก่ลูกค้า แต่มองว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีตามการส่งมอบให้ลูกค้าที่รอการส่งมอบ การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ทั้งการค้าบริเวณชายแดนเข้าไปจำหน่ายในต่างประเทศและการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองลูกค้า โดย MODERN เหมาะกับการลงทุนในช่วงที่ภาวะตลาดผันผวนเช่นนี้ เนื่องจาก MODERN ผันผวนน้อยกว่าตลาด ในขณะที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและการจ่ายปันผลที่อยู่ในระดับสูง 5-6% ต่อปี โดยราคาเป้าหมายอยู่ที่ 12.30 บาท
MODERN มีกำไรไตรมาส 2 ทรงตัวที่ 81 ล้านบาท จากไตรมาสแรก แต่ลดลง 83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และการลดลงนั้นเนื่องมาจากปีที่แล้วบริษัทมีกำไรจากการขายหุ้น MFEC เข้ามาแต่ทรงตัวจากไตรมาสแรก เนื่องจากรายได้รวมที่เติบโตมาอยู่ที่ 1,350 ล้านบาท







