
ระบบโอนเงินยุคใหม่ ลดต้นทุน-ไร้พรมแดน
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
การพัฒนาระบบชำระเงินถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องการผลักดันให้สัมฤทธิผล ผ่านแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 3 (ปี 2558-2562)
ทั้งนี้ ในงานสัมมนา “BOT Conference on Thailand’s Payment 5102 : ผนึกกำลังผลักดันเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ Digital Economy” ประสาร ระบุว่า ธปท.ได้เตรียมการรองรับด้านดิจิทัลอีโคโนมีในหลายด้าน โดยเฉพาะในระบบการชำระเงิน โดย ธปท.จะมีบทบาทสำคัญ 3 ส่วน คือ 1.ออกแบบและวางโครงสร้างระบบการชำระเงินให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อจะได้เชื่อมโยงกับต่างประเทศทั่วโลกได้ต่อไป ส่วนนี้อยู่ในความรับชอบของคณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) 2.การสร้างและบำรุงรักษาให้สามารถเชื่อมโยงในประเทศและต่อยอดไปถึงทุกภาคส่วน และ 3.การกำกับดูแลให้ระบบมีความมั่นคงและปลอดภัย เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้ใช้บริการ
ทั้งนี้ เรื่องแรกที่จะดำเนินการตามแผนระบบชำระเงิน คือ การเสนอร่างพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน (Payment Systems Act) เพื่อยกระดับการกำกับดูแลระบบชำระเงินของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และส่งเสริมการแข่งขันให้มากขึ้น
ทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.มีภารกิจในการส่งเสริมให้เกิดระบบการเงินผ่านดิจิทัล ขจัดอุปสรรค เช่น ด้านกฎหมาย ปัจจุบันมีกฎหมายเกี่ยวข้องหลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 กฎหมายตามประกาศคณะปฏิวัติ (ปว.) ฉบับ 58 รวมทั้ง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ซึ่ง ธปท.ได้รวบรวมกฎหมายที่กระจายหลายฉบับให้มาอยู่ในฉบับเดียว คือ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน และได้เสนอร่างให้ รมว.คลัง พิจารณาแล้ว
นอกจากนี้ พันธกิจที่ต้องการเห็นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ คือ ดี ปลอดภัย และถูก ซึ่ง 2 ด้านแรกสถาบันการเงินพัฒนาได้เป็นอย่างดี แต่ยังติดที่ราคาแพง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทยยังนิยมไปทำธุรกรรมการเงินที่สาขา เพราะถอนเงินโอนเงินได้เร็วกว่าและไม่เสียค่าธรรมเนียม
ด้าน บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคารต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบันลูกค้าที่ทำธุรกรรมผ่านอิเล็กทรอนิกส์ต้องเสียค่าธรรมเนียมแพง ทั้งที่ต้นทุนบริการต่ำ ส่วนลูกค้าที่ไปทำธุรกรรมหน้าเคาน์เตอร์กลับไม่มีค่าธรรมเนียม ทั้งที่ต้นทุนสาขาและพนักงานสูง สะท้อนว่า ค่าธรรมเนียมมีผลต่อพฤติกรรมการเงินของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายกำกับ แบงก์ และผู้บริโภค ภายใต้หลักการทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งหากสำเร็จจะช่วยลดต้นทุนการบริหารเงินสดและเช็คให้ประเทศได้ถึง 1 แสนล้านบาท/ปี หรือเกือบ 1% ของจีดีพี แบ่งเป็น ประโยชน์ต่อสถาบันการเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท/ปี ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ 4.2 หมื่นล้านบาท/ปี และประโยชน์ต่อร้านค้ารายย่อย 1.2 หมื่นล้านบาท/ปี
“ตามแผน 5 ปีสมาคมธนาคารไทยได้วางเป้าการพัฒนาระบบชำระเงินให้สำเร็จ 2 ด้านภายในปี 2563 คือ เพิ่มธุรกรรมที่ไม่ใช้เงินสด จาก 25 ธุรกรรม/คน/ปี เป็น 50-60 ธุรกรรม/คน/ปี และมีมูลค่าธุรกรรมชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นจาก 30% ของมูลค่าธุรกรรมทั้งหมด เป็น 60-70%” บุญทักษ์ กล่าว
ทั้งนี้ สมาคมได้นำร่องการส่งเสริมในส่วนที่มีจำนวนธุรกรรมมากที่สุด 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกรรมระหว่างบุคคลกับธุรกิจ (C2B) ที่มี 3.2 หมื่นล้านธุรกรรม/ปี ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) 1.27 หมื่นล้านธุรกรรม/ปี และระหว่างบุคคลกับบุคคล (C2C) 4,400 ล้านธุรกรรม/ปี โดยให้ใช้การชำระและจ่ายบิลแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bill Presentment and Payment : EBPP) ใช้บัตรเดบิตแทนเงินสด ส่งเสริมให้ใช้ใบเรียกเก็บเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Invoice) รวมทั้งการใช้โมบายแบงก์กิ้ง
“โครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์จะจูงใจให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคทำธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ง่าย ทำให้ธุรกรรมผ่านโมบายแบงก์กิ้งเติบโตก้าวกระโดด โดยของธนาคารทหารไทยเพิ่งเปิดตัวโมบายแบงก์กิ้ง 6 เดือน แต่ธุรกรรมมีจำนวนเท่ากับอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งที่ทำมาตลอด ลูกค้าที่มีโมบายแบงก์กิ้งจะมีการโอนเงินมากกว่าคนไม่ใช้ถึง 4 เท่า”
บุญทักษ์ สรุป
ขณะที่ วรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) กล่าวว่า กพร.มีแผนยกระดับการให้บริการหน่วยงานภาครัฐเข้าสู่อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยมีเป้าหมายให้บริการประชาชน นักธุรกิจเอกชน และนักท่องเที่ยว โดยได้คัดงานบริการภาครัฐ จาก 3,000 งานบริการ เหลือ 63 งาน ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และอยู่ระหว่างนำเสนอให้ ครม.พิจารณา







