
ทำอย่างไรถึงจะเป็น ยอดนักรบทางเศรษฐกิจ
สัปดาห์ที่แล้วเราได้ประเดิมกับ ครม.เศรษฐกิจใหม่ป้ายแดงกับทีมของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไป และ ดร.สมคิด ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจก็ได้ถือโอกาสไปปาฐกถาให้ภาคเอกชนฟังที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2558 ที่ผ่านมา หากใครติดตามข่าวการปาฐกถารอบนี้ท่าน รองฯ สมคิดได้พูด key word ที่น่าสนใจออกมาคำหนึ่งคือ “นักรบทางเศรษฐกิจ” พอจะสรุปออกมาได้ว่า ต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่ๆ มีความแข็งแกร่งด้วยศักยภาพทางนวัตกรรมและปรับตัวให้อยู่ในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมบริษัทเกิดใหม่ หรือ start-up ทั้งหลาย
สัปดาห์ที่แล้วเราได้ประเดิมกับ ครม.เศรษฐกิจใหม่ป้ายแดงกับทีมของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไป และ ดร.สมคิด ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจก็ได้ถือโอกาสไปปาฐกถาให้ภาคเอกชนฟังที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2558 ที่ผ่านมา หากใครติดตามข่าวการปาฐกถารอบนี้ท่าน รองฯ สมคิดได้พูด key word ที่น่าสนใจออกมาคำหนึ่งคือ “นักรบทางเศรษฐกิจ” พอจะสรุปออกมาได้ว่า ต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่ๆ มีความแข็งแกร่งด้วยศักยภาพทางนวัตกรรมและปรับตัวให้อยู่ในเวทีโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมบริษัทเกิดใหม่ หรือ start-up ทั้งหลาย
ดิฉันเองก็อยากจะแชร์มุมมองในเรื่องนี้เช่นกันในฐานะที่ตัวเองก็ทำงานอยู่ในภาคของ Real Sector ด้วย โดยหากเรามองสนามทางธุรกิจเหมือนสนามรบนั้น ผู้ประกอบการก็เหมือนแม่ทัพที่ต้องออกรบในสมรภูมิทางธุรกิจ และการ ที่ประเทศจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้นั้น เราก็ต้องมีนักรบที่สามารถรบชนะ ในสงครามทางธุรกิจได้ ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่านักรบที่สามารถชนะในโลกสงครามทางธุรกิจได้จะต้องมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมอยู่ 3 ประการด้วยกัน
ประการแรกเลย คือ การวิเคราะห์สมรภูมิ การรบในศึกสงครามใดๆ อย่างแรกเลยที่แม่ทัพต้องเข้าใจ ก็คือ การวิเคราะห์สมรภูมิให้ถูกต้อง เราต้องเข้าใจสภาพของชัยภูมิ ซึ่งเป็นสนามรบและข้อมูลของข้าศึกที่เราต้องรบด้วย ก็คือ เราต้องมีความเข้าใจตลาดและสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ต้องรู้ว่าขณะนี้เราอยู่ ณ จุดไหนของตลาด คู่แข่งเราเป็นยังไง เพื่อที่ว่าเราจะได้วางแผนกลยุทธ์ที่ถูกต้องกับสมรภูมิในการดำเนินธุรกิจ
ประการที่ 2 ก็คือ ความสามารถของนักรบ เปรียบได้ว่าแม้กองทัพเราจะมีกุนซือเก่งๆ อย่างขงเบ้งวางแผนที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ หากแต่ไม่มีขุนพลหรือนักรบเก่งๆ ที่สามารถเอาแผนการไปปฏิบัติได้อย่างลุล่วงก็เปล่าประโยชน์ ในสมรภูมิทางธุรกิจนั้นเมื่อฝ่ายบริหารกำหนดแผนกลยุทธ์ขึ้นมาแล้วก็จำเป็นที่จะต้องระดมบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถพร้อมมาเดินหน้าแผนที่วางเอาไว้ การมีบุคลากรที่มีทักษะเป็นเลิศในหลายๆ ด้านทั้งทักษะในตัวงาน การเรียนรู้ และทัศนคติ ย่อมส่งผลให้เราสามารถดำเนินแผนไปได้ตามเป้าหมาย
ประการที่ 3 คือ เรื่องของเสบียง เราคงเคยได้ยินคำโบราณที่ว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง นั่นหมายความว่ากองทัพเราแม้จะเก่งเพียงใดหากขาดเสบียงที่เพียงพอแล้วก็ย่อมไม่สามารถจะเอาชนะสงครามได้หรือถึงขั้นพ่ายแพ้ไปในที่สุด นั่นก็เพราะทหารซึ่งเป็นคนนั้นก็ต้องการอาหารเพื่อดำรงชีพ สำหรับธุรกิจนั้นการดำรงชีพของธุรกิจก็มาจากการมี “เงินทุน” ที่เพียงพอคอยหล่อเลี้ยงธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด รวมไปถึงการลงทุน เหล่านี้ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น แม้เราจะเก่งแค่ไหน มีแผนที่ดีเพียงใด หากขาดเงินทุกอย่างก็จบ ธุรกิจก็จะไปไม่รอดอยู่ดี
ฉะนั้นแล้วหากเราต้องการเป็นยอดนักรบในสมรภูมิเศรษฐกิจก็ต้องสร้างแผนที่สอดคล้องกับสภาพตลาด มีบุคลากรที่มีทักษะรอบด้านนำไปปฏิบัติ และมีแหล่งเงินทุนที่มั่นคงคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หากเรามีครบทั้ง 3 ข้อแล้วย่อมเป็นหลักประกันเบื้องต้นได้เลยว่า เราจะสามารถกำชัยชนะในสมรภูมิทางเศรษฐกิจที่ดุเดือดอย่างเช่นในปัจจุบันได้ไม่ยากเลยค่ะ







