posttoday
เปิดแผนธุรกิจ 5 ปีฉบับใหม่ 'บ้านปู' กำไรโตและใหญ่ยิ่งขึ้น

เปิดแผนธุรกิจ 5 ปีฉบับใหม่ 'บ้านปู' กำไรโตและใหญ่ยิ่งขึ้น

31 สิงหาคม 2558

“สมฤดี ชัยมงคล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท บ้านปู (BANPU) กล่าวว่า บ้านปูเน้น 2 ธุรกิจหลัก คือ ถ่านหินและไฟฟ้า ตามแผนธุรกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ได้วางกลยุทธ์ที่จะทำใหม่

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

“สมฤดี ชัยมงคล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท บ้านปู (BANPU)  กล่าวว่า  บ้านปูเน้น 2 ธุรกิจหลัก คือ ถ่านหินและไฟฟ้า ตามแผนธุรกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ได้วางกลยุทธ์ที่จะทำใหม่  เพื่อช่วยให้ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยจะสูงขึ้นจากปกติประมาณ 1-3 เหรียญสหรัฐ/ตัน  คิดเป็นเงินมหาศาลทีเดียว เพราะบริษัทผลิตและขายถ่านหินปีละหลายสิบล้านตัน

บ้านปูมีแผนการเพิ่มมูลค่าของถ่านหินด้วยการเพิ่มคุณภาพถ่านหินที่ขายโดยการนำถ่านหินของบริษัทจากเหมืองที่อินโดนีเซียกับออสเตรเลียมาผสมกัน รวมถึงการซื้อถ่านหินจากเหมืองภายนอกมาผสม ปัจจุบันเริ่มทดลองซื้อถ่านหินจากข้างนอกมาไม่ถึง 5 หมื่นตัน และในปี 2559 มีแผนจะซื้อเข้ามาเป็นมากกว่า 1 ล้านตัน และมีโอกาสที่จะทยอยเพิ่มขึ้นอีกต่อเนื่องในอนาคต เพื่อให้ได้ถ่านหินเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า

ทั้งนี้ ถ่านหินจากอินโดนีเซียมีค่าขี้เถ้าต่ำประมาณ 5-7% ซึ่งจะมีค่าความร้อนในระดับปานกลางถึงสูงประมาณ 6,300 กิโลแคลอรี/กิโลกรัม มีค่ากำมะถันราว 1% เป็นคุณสมบัติที่โรงไฟฟ้านิยมใช้

ส่วนถ่านหินออสเตรเลียมีค่าขี้เถ้าสูงมากประมาณ 15-20% ซึ่งโรงไฟฟ้าไม่นิยมใช้ เพราะหลังการเผาจะเหลือขี้เถ้าจำนวนมาก แต่มีข้อดีคือให้ค่าความร้อนสูงกว่าอยู่ที่ประมาณ 6,700 กิโลแคลอรี/กิโลกรัม ส่วนค่ากำมะถันต่ำกว่า 1%

ดังนั้น การผสมถ่านหินจาก 2 เหมืองจะทำให้ค่าขี้เถ้าและค่ากำมะถันต่ำลง แต่ได้ค่าความร้อนสูงขึ้น ส่งผลให้ขายถ่านหินขยายเข้าในตลาดพรีเมียมได้ คือ โรงไฟฟ้าในยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ที่เน้นใช้ถ่านหินสะอาด

นอกจากนั้น ยังอยู่ระหว่างเตรียมแผนหาสถานที่เก็บกองและผสมถ่านหิน เพื่อให้สามารถขนส่งได้ใกล้ลูกค้าให้มากที่สุด

สถานการณ์ถ่านหินในปัจจุบันยังเอื้ออำนวยให้เหมืองที่อินโดนีเซียเพิ่มปริมาณสำรองทั้งการพัฒนาจากเหมืองเดิม และโอกาสการเข้าซื้อกิจการเพิ่มในราคาที่ดี  เพื่อเพิ่มอายุของปริมาณสำรองจากปัจจุบันอยู่ที่ 11 ปี โดยอินโดนีเซียมีประมาณ 370 ล้านตัน และออสเตรเลียมีประมาณ 300 ล้านตัน ต้องการเพิ่มอายุเป็น 15 ปีขึ้นไป หรือมากกว่า 750 ล้านตันขึ้นไป เพื่อทำการผลิตและขายตามแผน 5 ปี ในระดับประมาณ 48-50 ล้านตัน/ปี ส่วนรายได้นั้นขึ้นกับราคาขายในแต่ละปี

นอกจากนี้ ยังมีแผนกลยุทธ์ใหม่จะต่อยอดจากเหมืองในมองโกเลีย 2 แห่ง แบ่งเป็นเหมืองซานต์อูลขยายไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีจากเหมืองถ่านหินที่มองโกเลีย โดยเปลี่ยนถ่านหินไปเป็นน้ำมันที่ได้จากถ่านหิน (Coal Tar) ปัจจุบันมีโครงการนำร่องลงทุนแล้วมูลค่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ

การผลิตเชิงพาณิชย์จะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งขายเข้าไปในจีน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตผ่านกระบวนการด้านเคมีผลิตเป็นน้ำมันดีเซล จะเริ่มผลิตและขายในปี 2559 และกำลังศึกษาต่อยอดจากเหมือง Unst Khudag ไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมี รวมถึงรูปแบบโครงการที่เหมาะสมเบื้องต้นหากเป็นโครงการต้นน้ำบริษัทจะลงทุนเองทั้งหมด แต่หากเป็นโครงการปิโตรเคมีแบบครบวงจรจำเป็นต้องมีพันธมิตรมาร่วมทุนเพราะโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ จึงเปิดกว้างทั้งพันธมิตรในจีนและยุโรป

เราเชื่อว่าสถานการณ์ราคาถ่านหินผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ราคาขายเฉลี่ยปีนี้ที่ 59 เหรียญสหรัฐ/ตัน ต่ำกว่าปี 2557 อยู่ระดับเฉลี่ย 65.36 เหรียญสหรัฐ/ตัน ดังนั้นราคามีโอกาสฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงกลางปี 2559 เพราะเป็นจุดที่ดีมานด์และซัพพลายมีโอกาสเข้าสู่จุดสมดุล จากปีนี้ที่มีกำลังผลิตรวมของโลกประมาณ 935-938 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ราว 930 ล้านตัน

ปัจจุบันผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกเริ่มผลิตลดลง อย่างอินโดนีเซียที่เคยผลิตประมาณ 370 ล้านตัน/ปี  ปีนี้ลดประมาณ 40 ล้านตัน  และมีความเป็นไปได้ที่อาจลดลงอีก รวมถึงบางเหมืองเริ่มหยุดการผลิตลง ขณะที่จีนปีนี้ลดการนำเข้าถ่านหินราว 40 ล้านตัน เป็นตัวเลขที่ชดเชยกันพอดี

ขณะที่ความต้องการถ่านหินของโลกในอนาคตจะเติบโตแบบมั่นคงเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี ตามการเติบโตของไฟฟ้าและเศรษฐกิจโลกจากปีนี้ที่ประมาณ 930 เหรียญสหรัฐ/ตัน และเป็นแหล่งพลังงานที่ราคาถูกที่สุด ส่วนซัพพลายเริ่มทยอยลดลง

สำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้า ขณะนี้ มีหลายประเทศที่สนใจไปลงทุน  คือ อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และจะขยายไปสู่พลังงานทดแทนทั้งพลังน้ำ แสงอาทิตย์ ชีวมวลและลม อีกทั้งจะขยายเข้าไปในประเทศใหม่ๆ เพิ่มด้วย ทั้งอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก

อีกกลยุทธ์ที่จะเพิ่มมูลค่าหุ้นของ BANPU คือการนำบริษัท บ้านปู พาวเวอร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปี 2559 โดย BANPU ยังเป็นผู้ถือหุ้นหลักเพื่อกำหนดกลยุทธ์และแผนการเติบโตของธุรกิจต่อไป ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 1,400 เมกะวัตต์  จากโรงไฟฟ้าในจีนบีแอลซีพี และหงสาบางส่วน  ในปี 2561  ทยอยเพิ่มอีกประมาณ 900 เมกะวัตต์ ตามแผนในปี 2563 จะเพิ่มเป็นประมาณ 4,000 เมกะวัตต์

“กลยุทธ์นี้จะทำให้ BANPU สามารถสร้างกระแสเงินสดอย่างมั่นคงตลอดเวลา ไม่ว่าสถานการณ์ของราคาถ่านหินจะเป็นอย่างไร”

บ้านปูไม่เพียงขยายธุรกิจไปข้างหน้าและด้านข้างเท่านั้น  ยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน และทำต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  สอดรับกับราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรง เพราะต้นทุนน้ำมันมีสัดส่วนถึงประมาณ 25% กรณีราคาน้ำมันดีเซลลดลง 1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลงประมาณ 1-1.5 เหรียญสหรัฐ/ตัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ