
สศค.แนะอัดฉีดเกษตรกรหนุนกำลังซื้อ
เศรษฐกิจเดือน ก.ค.ยังทรุดเพิ่ม เกษตรแย่ฉุดกำลังซื้อ แนะเร่งกระตุ้นระยะสั้น
เศรษฐกิจเดือน ก.ค.ยังทรุดเพิ่ม เกษตรแย่ฉุดกำลังซื้อ แนะเร่งกระตุ้นระยะสั้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ปรึกษาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค.ที่ผ่านมายังขยายตัวได้แบบเปราะบาง มีเพียง 2 ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้ 10.8% และการท่องเที่ยวก่อนเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่แยกราชประสงค์ขยายตัวได้ 39.4%
สำหรับการส่งออกยังขยายตัวติดลบ 3.6% เนื่องจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่คาดว่า จะฟื้นตัวได้ดีขึ้น ขณะที่การบริโภคยังชะลอตัว ภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือน ก.ค.ขยายตัวลบ 1.7% แบ่งเป็นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มยังขยายตัวได้ 5.9% แต่การเก็บจากการนำเข้าขยายตัวติดลบถึง 11% รวมถึงการเก็บภาษีการนำเข้าก็มีสัญญาณชะลอตัว โดยขยายตัวได้เพียง 1.4% จากเดือนก่อนหน้าขยายได้ตัวได้ 6.5%
ที่สำคัญ ก็คือ รายได้เกษตรกรไทยลดลงอย่างมากโดยขยายตัวติดลบถึง 14% เนื่องจากราคาพืชผลของตลาดโลกปรับตัวลง ทำให้กำลังซื้อของประชาชนหาย ไปมาก ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นการเร่งด่วน เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงนี้
น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวว่า การบริโภคในเดือน ก.ค. ประเภทสินค้าคงทนชะลอตัว ทั้งการจำหน่ายรถยนต์นั่งขยายตัวติดลบ 25.1% รถจักรยานยนต์ขยายตัวติดลบ 23.2% เป็นการขยายตัวติดลบทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นผลจากรายได้เกษตรกรที่ลดลงขยายตัวติดลบถึง 14.6% จากปัญหาภัยแล้งและราคาพืชผลของตลาดโลกที่ลดลง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นลดลงเหลือ 62.6 จากเดือนก่อนหน้า 63.8
ทั้งนี้ การลงทุนการนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรขยายตัวติดลบ 22.1% การจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ก็ยังขยายตัวติดลบ 3.1% แต่ดีกว่าเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวติดลบ 4.5% ส่งผลให้การนำเข้าในภาพรวมขยายตัวติดลบ 12.7%
ด้าน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ช่วงที่เหลืออีก 1 เดือนสุดท้าย ของปีงบประมาณ 2558 กระทรวงการคลังจะพยายามบริหารการจัดเก็บรายได้ให้ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากที่สุด หลังจากฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสด ช่วง 10 เดือนแรก รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.776 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 9.3 หมื่นล้านบาท หรือราว 5.6% แต่การจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.77 ล้านล้านบาท ยังต่ำกว่าประมาณการราว 7.55 หมื่นล้านบาท หรือ 4.1% เนื่องจากจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ต่ำกว่าเป้าหมาย







