
แบงก์วอนรัฐฟังความเห็นเอกชนก่อนออกกฎหมาย
สมาคมธนาคารไทย แนะรัฐแก้กฎหมายการเงินรับดิจิทัลแบงก์กิ้ง วอนฟังความเห็นเอกชน ก่อนออกกฎหมาย ลดเวลาแก้ไข
สมาคมธนาคารไทย แนะรัฐแก้กฎหมายการเงินรับดิจิทัลแบงก์กิ้ง วอนฟังความเห็นเอกชน ก่อนออกกฎหมาย ลดเวลาแก้ไข
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ข้อเสนอถึงรัฐบาล คือ การแก้ไขหรือบัญญัติกฎหมายต่างๆ ต้องการให้รัฐบาลมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนในฐานะผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย ก่อนที่จะนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพราะหากไปถึงขั้นตอนนั้นแล้วการปรับแก้จะใช้เวลามากต้องผ่านชั้นกรรมาธิการ หรือผ่านกฎหมายออกมาก็บังคับใช้ได้ไม่เต็มที่ ทำให้เสียเวลาและกระบวนการโดยเปล่าประโยชน์
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐปรับปรุงระเบียบข้อกฎหมายและกระบวนการราชการที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ โดยสมาคมมียุทธศาสตร์ 5 ปีในการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เช่น ดิจิทัลแบงก์กิ้งระบบการชำระเงิน ที่มีกฎหมายการเงินเกี่ยวข้องหลายฉบับ ที่จำเป็นต้องให้รัฐบาลปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง
"เราเข้าใจมุมมองของรัฐ การออกกฎหมายดิจิทัลจะเน้นความปลอดภัยและเสถียรภาพ ส่วนธนาคารต้องการความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยืนยันว่าเราก็ไม่ได้ละเลยในเรื่องความปลอดภัยและเสถียรภาพ ทุกวันนี้ต้นทุนการใช้เงินสดของธุรกิจสูงมาก คิดว่าน่าจะ 4-5% ของจีดีพี ใกล้เคียงกับต้นทุนโลจิสติกส์ ต้องเร่งแก้ข้อจำกัดตรงนี้เพื่อรองรับดิจิทัลอีโคโนมี่"นายบุญทักษ์ กล่าว
นายบุญทักษ์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลคาดหวังกับภาคธนาคารคือการปล่อยสินเชื่อ โดยได้ชี้แจงถึงข้อจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่กระทบความสามารถในการชำระหนี้ จึงได้มีแนวคิดที่จะร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบ มีฐานข้อมูลภาษี แนะนำการจัดทำงบการเงินที่ชัดเจน เพื่อแก้จุดอ่อนเรื่องงบการเงินของเอสเอ็มอี
ส่วนด้านความเสี่ยงของธนาคารนั้น ได้มีกลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลจะมีมาตรการให้ บสย. เพิ่มระดับการค้ำประกัน จาก 18% เป็น 30% แต่มีเงื่อนไขให้ธนาคารเข้าไปร่วมรับผิดชอบมากขึ้น เป็นจุดที่ทำให้ธนาคารมีความกังวลอยู่ ซึ่งต้องพิจารณากันต่อไป
ทั้งนี้ การที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้ประกาศถึงนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทำให้ภาคเอกชนมีความสบายใจและเห็นทิศทางประเทศมากขึ้น แต่การที่ความเชื่อมั่นของทุกภาคส่วนจะกลับมาต้องอาศัยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยยืนยันว่า ภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือกับภาคราชการในการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว







