
ภารกิจด่วน ‘บิ๊กฉัตร’ เร่งลงทุนน้ำ-ลั่นทุกงานห้ามโกง
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
เรียกว่าเป็นการย้ายกลับถิ่นเก่า สำหรับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพราะเมื่อครั้งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. แต่งตั้ง พล.อ.ฉัตรชัย เป็นรองหัวหน้า คสช. พร้อมทั้งมอบหมายให้กำกับและสั่งการงานในกระทรวง เกษตรฯ
“เรามีเวลาทำงานไม่มาก เพราะรัฐบาลจะอยู่ตามโรดแมปเท่านั้น จึงต้องเร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญๆ ของกระทรวงและรัฐบาล ส่วนวิธีการจะให้ข้าราชการทำงานแบบบูรณาการ ไม่ใช่แยกส่วนกันทำเพื่อให้งานที่วางไว้สัมฤทธิผล ซึ่งที่ผ่านมาอดีต รมว.เกษตรฯ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ได้วางแผนงานโครงการไว้ดีแล้ว แต่ยังขาดการขับเคลื่อน” พล.อ.ฉัตรชัย แถลงหลังเข้าทำงานอย่างเป็นทางการวันแรก (26 ส.ค.)
พล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า ได้วางแนวทางและหลักการทำงานไว้ 5 หลักการ คือ 1.ยึดหลักความโปร่งใส ปราศจากคอร์รัปชั่นโดยสิ้นเชิงทั้งในเรื่องข้อมูลและการเงิน โดยประชาชนจะสามารถรับรู้ข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ได้ 2.นโยบายที่นายกรัฐมนตรีสั่งการไว้จะต้องทำทันที เร่งด่วน ต่อเนื่อง และต้องมีความยั่งยืน 3.การทำงานทุกอย่างจะเน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง
4.มีผู้รับผิดชอบหลักชัดเจนในทุกแผนงานหรือเรียกว่าซิงเกิ้ลคอมมานด์ และ 5.ขับเคลื่อนทุกนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงโดยให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม
สำหรับงานเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ พล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า เป็นเรื่องการพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยจะเน้นเรื่องของการเพิ่ม “บ่อขนมครก” หรือแหล่งน้ำขนาดเล็กในแหล่งชุมชนและพื้นที่การเกษตร ซึ่งได้สั่งการให้กรมชลประทานไปดำเนินการและทำแผนเข้ามาแล้ว
“ยุทธศาสตร์ลงทุนน้ำ 10 ปี ได้มีการอนุมัติโครงการระยะเร่งด่วนปี 2558-2559 ไปแล้ว เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในปี 2558/2559 ซึ่งเราคาดว่าจะมีน้ำน้อยต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนในระยะกลาง ผมได้สั่งการให้กรมชลประทานนำโครงการระยะกลางภายใต้ยุทธศาสตร์น้ำมาปรับใช้ และเริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งกรมจะนำรายละเอียดมาเสนอในวันที่ 2 ก.ย.นี้ และพิจารณาว่าจะสามารถเพิ่มอะไรได้ที่ไหนอย่างไร” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
เช่นเดียวกับปัญหาประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและขาดการควบคุม (ไอยูยู) ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย บอกว่า เป็นวาระเร่งด่วน โดยได้มอบหมายให้ วิมล จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งทีมงานเข้าไปดูแลกรมประมงเพื่อดูแลความเรียบร้อยการจัดทำแผนต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ก่อนเสนอแผนต่ออียู
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายที่จะต้องเร่งขับเคลื่อน คือ การลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะการปลูกข้าวที่จะส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะลดต้นทุนการปลูกข้าวจากปัจจุบัน 5,000-6,000 บาท/ไร่เหลือ 3,000 บาท/ไร่ หากลดต้นทุนลงได้ชาวนาก็จะอยู่ได้แม้ว่าราคาข้าวเปลือกจะเหลือ 6,000 บาท/ตัน
“แนวทางการลดต้นทุนแบบที่เคยทำมา เช่น ลดค่าเช่าเครื่องจักร ลดค่าเช่าที่นา จะพบว่าไม่ค่อยได้ผลนัก ซึ่งก็ต้องทำต่อไป แต่เพื่อให้มีการลดต้นทุนจริงๆ ได้สั่งการให้ข้าราชการไปจัดทำโครงการรูปแบบใหม่ๆ เสนอเข้ามา อาทิ การทำเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งปีติพงศ์ได้เริ่มไว้ เพราะจะลดต้นทุนค่าเช่าเครื่องจักรและค่าปุ๋ยอย่างชัดเจน เพียงแต่ต้องปรับรูปแบบการทำงานทั้งหมด ไม่ใช่ให้เป็นหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับภาระไปคนเดียว” พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ
ขณะที่การปรับทัพข้าราชการระดับสูงของกระทรวง ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ จะมีข้าราชการระดับ 10 เกษียณอายุ 7 ตำแหน่ง และแต่งตั้งปลัดกระทรวงเกษตรฯ แทน ชวลิต ชูขจร ที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกฯ พล.อ.ฉัตรชัย ยืนยันว่า ไม่มีเด็กฝากแน่นอน และในวันที่ 1 ก.ย.นี้ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่
“เรื่องย้ายปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผมไม่เกี่ยวข้อง มีการเตรียมการกันไว้ก่อนหน้าแล้ว เพียงแต่ผมเข้ามาพอดีเท่านั้น และเมื่อเข้ามาก็มั่นใจว่าจะทำงานกับข้าราชการได้ การมอบนโยบายผู้บริหารของกระทรวง ทุกกรมก็ทราบดีแล้วว่าผมต้องทำงานให้ออกมาเป็นอย่างไร ทุกคนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ การบ้านที่ให้ส่งสัปดาห์หน้าทั้งเรื่องน้ำและเกษตรแปลงใหญ่ ก็ค่อยดูว่าจะได้ผลอย่างไร ข้าราชการรู้ว่าเขาต้องทำอะไร” พล.อ.ฉัตรชัย ทิ้งท้าย







