
ATP30มั่นใจเทรดวันนี้เหนือจอง
เอทีพี 30 ทะยานชูจุดแข็งรายได้แน่นอนจากสัญญาระยะยาว มาร์จิ้นโต
เอทีพี 30 ทะยานชูจุดแข็งรายได้แน่นอนจากสัญญาระยะยาว มาร์จิ้นโต
นายปิยะ เตชากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพี 30 (ATP30) หนึ่งในผู้นำการให้บริการรถโดยสารรับ-ส่งพนักงานในเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เปิดเผยว่า มั่นใจว่าหุ้นของบริษัทที่จะเข้าซื้อขาย
เป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 27 ส.ค. จะปรับตัวสูงกว่าราคาจองที่หุ้นละ 0.95 บาท แม้ภาวะตลาดหุ้นจะมีความผันผวน แต่เป็นผลบวกต่อการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีขนาดเล็ก ซึ่งมีการรับรู้รายได้ที่แน่นอนจากสัญญาระยะยาวระหว่าง 1-5 ปี และเมื่อสัญญาเดิมหมด ลูกค้าต่อสัญญา โดยขอเปลี่ยนคุณสมบัติของรถ ก็จะปรับเพิ่มค่าบริการเฉลี่ยขึ้นประมาณ 15% และลูกค้าเดิมส่วนใหญ่มีการต่อสัญญาเกือบทั้งหมด
นอกจากนั้น หุ้นไอพีโอของบริษัทก็ได้รับการตอบรับที่ดีเพราะมีนักลงทุนเข้าจองสูงถึง 4,400 ราย ส่วนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ บริษัทยังได้ประโยชน์ มีเงินทุนไปขยายการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตและชำระคืนหนี้ช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงประมาณ 50% จากที่เคยต้องจ่ายปีละ 16 ล้านบาท รวมถึงยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือกับบริษัทในด้านต่างๆ เนื่องจากเป็นบริษัทแรกในธุรกิจนี้ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
“หลังจากมีข่าวว่าบริษัทเข้า maiลูกค้าใหม่เข้ามาสอบถามมากขึ้น ส่วนลูกค้าปัจจุบันกระจายหลากหลายอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมี โรงกลั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเหล็ก”
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2559 อัตรากำไรสุทธิจะดีขึ้นเป็นประมาณ 5% จากปีนี้อยู่ที่ประมาณ 3.4% เพราะต้นทุนทางการเงินที่ลดลงหลังไอพีโอ ภาระค่าเสื่อมของการลงทุนซื้อรถเริ่มทยอยลดลงและสัญญาใหม่ที่ทำกับลูกค้าจะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีเป็นประมาณ 30% จากเดิมที่ 21% และในปี 2561 ตั้งเป้าหมายที่จะมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มเป็น 10% จากการเติบโตของลูกค้าและจำนวนรถที่เพิ่มขึ้น บริษัทตั้งเป้ารายเพิ่มเป็น 500 ล้านบาท จากปี 2558 ที่จะมีรายได้ประมาณ 270 ล้านบาท จากแผนการเพิ่มจำนวนรถเพิ่มเป็น 200 คัน จากปัจจุบันที่มี 136 คัน และที่เพิ่มลูกค้าใหม่อีกประมาณ 3-4 ราย/ปี จากที่มีจำนวน 22 ราย
“ธุรกิจเรายังมีโอกาสเติบโตสูง จากปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมในธุรกิจนี้เฉพาะในภาคตะวันออกสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท/ปี แต่บริษัทมีมาร์เก็ตแชร์ไม่ถึง 2% จุดขายเราคือสร้างความแตกต่าง”
สำหรับแนวทางการเติบโต บริษัทจะไม่ใช้วิธีการซื้อกิจการ และได้ศึกษาการลงทุนธุรกิจใหม่เพื่อต่อยอดจากฐานธุรกิจเดิมจะสรุปและลงทุนได้ในปี 2559 ซึ่งมีอัตรากำไรที่ดีกว่าธุรกิจหลักคือ ธุรกิจอู่ซ่อมบำรุงรถยนต์ขนาดใหญ่เพื่อรับซ่อมรถยนต์ให้กับผู้ประกอบการภายนอก รวมถึงรถของบริษัทเองเพราะปัจจุบันอู่รถยนต์ประเภท ดังกล่าวทยอยปิดกิจการลงไปจำนวนมาก เพราะเจ้าของเดิมมีอายุมากเริ่มทำงานไม่ไหว และคนรุ่นใหม่ไม่นิยมทำงานลักษณะนี้ เบื้องต้นปีหน้ามีแผนที่จะลงทุน 1 แห่งใน จ.ชลบุรี ใช้เงินลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมงบในการซื้อที่ดิน อีกทั้งยังศึกษาการลงทุนศูนย์สอนฝึกขับรถยนต์จะสรุปได้พร้อมกัน







