posttoday
เร่งรัฐลุยดิจิทัลอีโคโนมี พัฒนาเศรษฐกิจประเทศ

เร่งรัฐลุยดิจิทัลอีโคโนมี พัฒนาเศรษฐกิจประเทศ

27 สิงหาคม 2558

การเติบโตของธุรกิจสื่อสารเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

การเติบโตของธุรกิจสื่อสารเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและประชาชนก็เริ่มใช้งานสมาร์ทโฟนเครื่องแรกกันมากขึ้น ทำให้มูลค่าตลาดการสื่อสารของประเทศไทยปี 2557 มีทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง หากไม่เกิดปัจจัยลบคาดว่ามูลค่าตลาดสื่อสารทั้งด้านอุปกรณ์และบริการในปี 2558 น่าจะแตะถึง 5 แสนล้านบาทได้ไม่ยาก

ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทยและที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า ภาพรวมของมูลค่าตลาดสื่อสารในปี 2557 มีการเติบโตถึง 12.6% คิดเป็นมูลค่า 4.99 แสนล้านบาท คาดว่าในปี 2558 จะโตต่อเนื่องอยู่ที่ 12.3% คิดเป็นมูลค่า 5.61 แสนล้านบาท

“ผมเชื่อว่าผู้ให้บริการเครือข่ายยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง หากแผนการประมูล 4จี เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ เชื่อว่าจะมีการลงทุน โดยเฉพาะด้านบริการและเครือข่าย ทำให้อย่างน้อยในปี 2559 โตได้อย่างน้อยเป็นเลขสองหลัก เพราะความต้องการตลาดเพิ่มขึ้นอยู่ตลอด” ศุภชัย กล่าว

ปัจจัยสำคัญที่จะเกื้อหนุนให้ตลาดสื่อสารมีการเติบโตเพิ่มขึ้นด้วยคือ ภาคธุรกิจที่ต้องการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เพื่อรองรับการใช้งานคลาวด์และบิ๊กดาต้า รวมถึงการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน สำหรับกลุ่มสมาร์ทโฟนเพื่อเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ เพราะมีคนกลุ่มใหม่ที่เติบโตมากับยุคสมาร์ทโฟน

ศุภชัย ยังกล่าวอีกว่า ราคาเครื่องที่รองรับ 3จี และ 4จี จะถูกลง ซึ่งมูลค่าตลาดของอุปกรณ์สื่อสารในปี 2557 มีมูลค่าอยู่ที่ 8.9 หมื่นล้านบาท คาดว่าปี 2558 จะโตขึ้น 22.1% ส่วนราคาเครื่องจะเริ่มลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3,000 บาท คาดว่าปีหน้าจะลดลงไปครึ่งหนึ่งประมาณ 1,500 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคที่เลือกใช้งานสมาร์ทโฟนตัดสินใจง่ายขึ้น

ทางด้าน อธิป อัศวานันท์ กรรมการบริหารและเลขาธิการ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัญหาของการสื่อสารไทยคือ ไม่ควรมองแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องมองให้รอบด้าน นั่นคือเรื่องของคอนเทนต์ที่มีการใช้งานในประเทศด้วยอย่างเช่น เฟซบุ๊กหรือกูเกิลที่มีข้อมูลการใช้งานของคนไทยสูงมากกว่าการใช้งานในภาครัฐ

“การใช้งานโซเชียลมีเดียนั้น หากเกิดการติดขัดเรื่องสัญญาณจากการเข้าใช้งานไม่ใช่ปัญหาจากเกตเวย์ของไทย แต่ไปติดคอขวดในประเทศที่กูเกิลหรือเฟซบุ๊กเข้าไปตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ หากเกิดปัญหาติดขัดหรือสัญญาณล่มผู้ใช้งานในไทยจะไม่ทราบเลยว่าเป็นเพราะสาเหตุใด ดังนั้น หากภาครัฐสนับสนุนให้มีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ของผู้ให้บริการสังคมออนไลน์ในไทย จะช่วยลดปัญหาทั้งการเข้าใช้งานและควบคุมข้อมูลที่มีปัญหาได้” อธิป กล่าว

ขณะที่ทางสมาคมได้เสนอหลักการเกี่ยวกับการอนุญาตให้ผู้ให้บริการเข้ามาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยแก่ภาครัฐชุดก่อนหน้านี้ไปแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าและอาจจะต้องยื่นซ้ำแก่รัฐบาลชุดใหม่ โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างโอเปอเรเตอร์ของไทย กูเกิลและเฟซบุ๊ก ซึ่งต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง

ทั้งนี้ ธีรรัตน์ ปัณฑรสูตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น กล่าวว่า การให้บริการเครือข่ายของโอเปอเรเตอร์ที่มองว่าค่าบริการแพงนั้น ทาง กสทช.ควรกลับไปพิจารณาในเรื่องของราคาใบอนุญาตให้ดีก่อน เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาครัฐจะต้องสนับสนุนเรื่องราคาที่เหมาะสม และจึงออกเป็นเงื่อนไขแก่โอเปอเรเตอร์ในการควบคุมราคาให้บริการแก่ลูกค้า

“หากกล่าวในฐานะประชาชน ผมเองก็ต้องการใช้บริการค่าโทรศัพท์ที่ราคาถูกและใช้งานปริมาณดาต้าได้จำนวนมากอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่ผู้ให้บริการของไทยทำไม่ได้ เพราะต้องแบกต้นทุนสูงเกินไป ทั้งราคาใบอนุญาต ซอฟต์แวร์ เสาสัญญาณ ยิ่งราคาใบอนุญาต 4จี ในครั้งนี้สูงกว่าเมื่อครั้งประมูล 3จี จากหลักพันเป็นหลักหมื่นล้านบาท และยังบีบให้ราคาแพ็กเกจรายเดือนถูกกว่า 3จี อีก ผมว่าไม่ใช่แนวทางที่ดี เพราะเอกชนทำการค้าย่อมต้องการกำไร หากภาครัฐต้องการกระตุ้นให้คนหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ เทคโนโลยีและบริการต่างๆ มากขึ้น ก็ควรจะมองเรื่องของประโยชน์ที่เหมาะสมกับทุกภาคส่วนจะดีกว่ามองแค่ประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” ธีรรัตน์ กล่าว

อธิป กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยถือว่ามีอัตราค่าใช้จ่ายโทรศัพท์แบบเติมเงินถูกที่สุดในโลก สวนทางกับราคาใบอนุญาตที่กำลังจะทำการประมูลที่ถือว่าแพงที่สุดในโลก ซึ่งการวางโครงสร้างพื้นฐานเป็นส่วนสำคัญก็จริง แต่ถ้าไม่เกิดการลงทุนของภาคเอกชนหรือต่างประเทศ ประชาชนจะเสียโอกาสอย่างมาก

“ยกตัวอย่าง ประเทศสิงคโปร์เคยเสียโอกาสจากการที่กูเกิลเข้าไปยื่นข้อเสนอในการเข้าไปตั้งดาต้าเซ็นเตอร์มาก่อน ทำให้กูเกิลย้ายไปตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในมาเลเซีย เพราะข้อเสนอดีกว่า ทำให้เกิดการจ้างงาน มีรายได้หลั่งไหลเข้าประเทศ ทำให้สิงคโปร์ต้องทบทวนและยื่นข้อเสนอใหม่ เพื่อดึงให้กูเกิลและสังคมออนไลน์ชื่อดังเลือกที่จะเข้ามาลงทุนก่อน ซึ่งกรณีนี้กำลังจะเกิดในไทย หากไม่รีบคว้าโอกาสนี้ไว้ เราจะเสียรายได้เข้าประเทศอย่างมาก” อธิป กล่าว

อนันต์ แก้วร่วมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอสล็อกซอินโฟ กล่าวเสริมว่า โครงสร้างพื้นฐานจะถูกหรือแพงนั้น อยู่ที่การลงทุนอย่างเหมาะสม หากเปรียบเทียบเสาสัญญาณอินเทอร์เน็ตกับถนนที่ต้องมี 2 ฝั่ง คือขาไปและขากลับ หากภาครัฐไม่เข้าไปช่วยสนับสนุนเรื่องของราคาต้นทุน ภาคเอกชนก็จะเลือกลงทุนเฉพาะส่วนที่คุ้มค่าหรือทำถนนฝั่งเดียวก่อน และส่งผลให้การเติบโตอย่างที่ภาครัฐต้องการนั้นไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร

“ถ้ามองเรื่องของการสนับสนุนดิจิทัลอีโคโนมีเป็นหลัก ให้มองก่อนว่าวัตถุประสงค์ของการทำงานคืออะไร เช่น ต้องการสนับสนุนการศึกษาทางไกล ส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ โครงสร้างเสาสัญญาณเข้าถึง แต่ไม่มีการใช้งานเพราะอะไร ควรมองถึงปัญหาและอุปสรรคมากกว่าเรื่องของความคุ้มค่า ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดการลงทุนที่ไม่สมดุล” อนันต์ กล่าว

ต้องจับตามองทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ว่าจะพัฒนาดิจิทัลอีโคโนมีต่อเนื่องหรือไม่ และจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ