
สามหลุมพราง โค้ชมือใหม่
เมื่อผู้บริหารและผู้จัดการได้อบรมทักษะการโค้ชมาในการนำมาใช้ในองค์กรมีข้อควรระวังที่ไม่ควรตกหลุมพรางที่อาจทำให้การโค้ชไม่สำเร็จ
โดย...ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ
เมื่อผู้บริหารและผู้จัดการได้อบรมทักษะการโค้ชมาในการนำมาใช้ในองค์กรมีข้อควรระวังที่ไม่ควรตกหลุมพรางที่อาจทำให้การโค้ชไม่สำเร็จ ชีวิตจริงอาจแตกต่างจากการฝึกในห้องอบรม หลุมพรางดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้
หนึ่ง “ตามสคริปต์” การอบรมการโค้ชมักให้สคริปต์เพื่อเป็นแนวทางในการนำมาใช้งาน และเพื่อการสนทนาและลดความกังวลของโค้ชมือใหม่ การนำมาใช้จริงจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของโค้ชชี่ ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารเรียนการโค้ชกับชาวต่างชาติมา และติดตรึงการถามและคำถามเชิงกระตุ้นที่มุ่งใส่ใจในตัวโค้ชชี่ ด้วยน้ำเสียงและท่าทางกระตือรือร้นสูง
จากนั้นนำมาใช้กับลูกน้องโดยไม่รู้ตัว นอกจากการไม่ได้ปรับท่าทางให้เหมาะกับบุคลิกของโค้ชชี่แล้ว ยังไล่ตามคำถามที่ได้รับสคริปต์มาอย่างเคร่งครัด ปรากฏว่าลูกน้องซึ่งเป็นคนในเอเชีย เป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยพูด รู้สึกตกใจกลัว จึงดูเหมือนไม่ต้องการมีส่วนร่วมใดๆ
สอง “สร้างคุณอีกคนขึ้นมา” การโค้ชที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด คือ เปิดโอกาสให้โค้ชชี่ได้ใช้ศักยภาพในตนเองให้มากที่สุด และมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนา เพื่อให้ผลการพัฒนาในตัวคนคนนั้นเป็นไปอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าในบทโค้ชที่เผลอแนะนำให้ลูกน้องทำตามที่ตนเองคิด เช่น “ถ้าเป็นพี่นะ พี่จะทำแบบนี้…” เมื่อโค้ชชี่ไม่มีส่วนร่วม จึงมักไม่ลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอหรือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นประเดี๋ยวเดียวและกลับไปเหมือนเดิมอีก โดยเฉพาะถ้าโค้ชชี่มาจากต่างวัฒนธรรม สิ่งที่โค้ชบอกอาจขัดต่อความเชื่อในวัฒนธรรมของเขา
วิธีการปรับเปลี่ยนคือ ไม่ควรรีบแนะนำหรือสั่งให้ทำตามที่โค้ชคิดหรือเป็น ถ้าจำเป็นต้องแนะนำ ก่อนจะแนะนำอะไร ควรถามให้เข้าใจจุดอ่อนจุดแข็ง ระดับความสามารถ มุมมองของเขาในเรื่องที่จะพัฒนาให้ชัดเจนก่อน หรือแม้แต่ทำความเข้าใจว่าอะไรที่เขาคิดเหมือนหรือต่างจากโค้ช เมื่อแนะนำแล้วโค้ชชี่จึงจะรับรู้ได้ว่าคำแนะนำนั้นได้รับการปรับให้สอดคล้องกับตัวเขาจริงๆ
สาม “รอให้พร้อมก่อน” ผู้บริหารบางท่านไปเรียนการโค้ชมา แล้วมีขั้นตอนซับซ้อนมากมาย จึงรู้สึก “เยอะ” และคิดว่าต้องใช้เวลาเตรียมนั่นเตรียมนี่ให้พร้อมเสียก่อน ถ้าไม่พร้อมยังโค้ชไม่ได้
วิธีการปรับเปลี่ยนคือ ไม่ต้องรอจนทุกอย่างพร้อมผู้บริหารก็เริ่มใช้การพูดคุยแบบโค้ชได้แล้ว เช่น เมื่อลูกน้องเดินเข้ามาปรึกษางาน เมื่อประชุมทีมร่วมกัน เมื่อติดตามความคืบหน้า ลองสลับใช้การสนทนาแบบโค้ช ยกเว้นเป็นกรณีเร่งด่วน สำหรับคนที่จะพบกันเป็นเรื่องราวเพื่อวางแผนการพัฒนา เมื่อพร้อมแล้วจะได้ไม่ใช่เป็นการโค้ชครั้งแรก เพราะคุณได้ฝึกทักษะมาหลายครั้งในการสนทนาที่ผ่านมา







