
กองทุนการออมแห่งชาติ
ต่อเนื่องจากคอลัมน์ที่ผมเขียนไว้คราวที่แล้ว ผมได้พูดถึงเรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ทำให้มีผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเข้ามาพอสมควร ดังนั้นคอลัมน์เดือนนี้ ผมจึงขอพูดถึงกองทุนการออมแห่งชาติเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกท่านได้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งและประชาชนผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกของกองทุนการออมแห่งชาติโดยละเอียด
ต่อเนื่องจากคอลัมน์ที่ผมเขียนไว้คราวที่แล้ว ผมได้พูดถึงเรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ทำให้มีผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเข้ามาพอสมควร ดังนั้นคอลัมน์เดือนนี้ ผมจึงขอพูดถึงกองทุนการออมแห่งชาติเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกท่านได้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งและประชาชนผู้มีสิทธิเป็นสมาชิกของกองทุนการออมแห่งชาติโดยละเอียด
กองทุนการออมแห่งชาติ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดำรงสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ที่ไม่ถือเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเพื่อเป็นกองทุนที่รับสมัครสมาชิก เพื่อให้มีระบบการออมเพื่อการชราภาพที่ครอบคลุมทั่วถึงแรงงานที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครอง สร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมในการดูแลจากภาครัฐ เพื่อให้แรงงานมีรายได้ในวัยสูงอายุในระดับพื้นฐาน เพื่อป้องกันการตกสู่ความยากจนและสร้างความมั่นคงในชีวิตวัยชรา เพื่อสร้างวินัยการออมและส่งเสริมการออมภาคครัวเรือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มเงินออมของประเทศในระยะยาว ซึ่งกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช.นี้จะเป็นกลไกที่สำคัญเพื่อปิดช่องว่างของกลุ่มที่อยู่นอกระบบ ที่มีอยู่กว่า 35 ล้านรายในปัจจุบัน ที่ยังเข้าไม่ถึง หรือมีระบบรองรับเพื่อใช้ชีวิตในวัยชรา เหมือนแรงงานในภาคเอกชน ที่มีการสมทบผ่านกองทุนประกันสังคัม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน หรือกรณีข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ระบบรองรับอยู่แล้ว เช่น ระบบบำเหน็จบำนาญ กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ลูกจ้างประจำ) เป็นต้น
สำหรับคุณสมบัติสำหรับสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาตินั้น ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย อายุระหว่าง 15-60 ปี (สำหรับผู้อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ทางกองทุนให้สิทธิภายใน 1 ปี นับจาก พ.ร.บ.การให้สิทธิฯ มีผลบังคับ ให้สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้และกำหนดให้ผู้สมัครที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีสิทธิออมกับกองทุนต่อไปได้ 10 ปี นับจากวันที่เป็นสมาชิก) และไม่อยู่ในกองทุนตามกฎหมายอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง รวมถึงไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญภาครัฐหรือเอกชน ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ตัวอย่างกลุ่มผู้มีสิทธิเป็นสมาชิก เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ว่าจะค้าขาย เกษตรกร รับจ้างทั่วไป ขับแท็กซี่ แม่บ้าน สถาปนิก ทนายความ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่เข้าประกันสังคม นักการเมือง (สส.) นักการเมืองท้องถิ่น สมาชิกสภาจังหวัด นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศมนตรี เป็นต้น
สำหรับเกณฑ์การสะสมเงินเข้ากองทุน สมาชิกสามารถออมเงินขั้นต่ำครั้งละ 50 บาท แต่ไม่เกินปีละ 13,200 บาท โดยรัฐบาลจะสมทบเงินเข้ากองทุน สำหรับอายุไม่ต่ำกว่า 15-30 ปี ในอัตราร้อยละ 50 ของเงินสะสมที่สมาชิกออมไว้ แต่ไม่เกินปีละ 600 บาท อายุ 30-50 ปี ร้อยละ 80 ไม่เกินปีละ 960 บาท มากกว่า 50-60 ปี ร้อยละ 100 ของเงินสะสม แต่ไม่เกินปีละ 1,200 บาท โดยรัฐบาลประกันผลตอบแทน โดยสมาชิกได้รับบำนาญรายเดือน ตั้งแต่อายุ 60 ปี จนสิ้นอายุขัย (ตามตารางอัตราผลตอบแทนที่กำหนดไว้ หากน้อยกว่าบำนาญขั้นต่ำ (ปัจจุบัน 600 บาท) จะได้รับเป็นเงินดำรงชีพ เท่ากับบำนาญขั้นต่ำ จนกว่าเงินในบัญชีสมาชิกจะหมด หรือหากทุพพลภาพ ก็จะมีสิทธิได้รับเงินก้อน คือ เงินสะสมบวกผลประโยชน์เงินสะสม เป็นก้อนแรก และเมื่ออายุครบ 60 ปี ก็จะได้เงินสมทบบวกผลประโยชน์เงินสมทบ กรณีเสียชีวิต ก่อนอายุ 60 ปี ผู้รับผลประโยชน์จะได้เงินในบัญชีสมาชิกทั้งหมด กรณีหลังอายุ 60 ปี ผู้รับผลประโยชน์ก็จะได้รับเงินหากมีเงินในบัญชีสมาชิกเหลือ (หักเงินบำนาญที่จ่ายแล้ว) ทั้งนี้กองทุนการออมแห่งชาติยังเป็นโอกาสให้สมาชิกสามารถลาออกจากการเป็นสมาชิก โดยจะได้รับเงินสะสมบวกผลประโยชน์เงินสะสม และยังมีสิทธิในการกลับมาเป็นสมาชิกได้อีก อีกทั้งกรณีที่สมาชิกมีการเปลี่ยนอาชีพมาทำงานในระบบที่มีกองทุนตามกฎหมายอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้างรวมถึงอยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญภาครัฐหรือเอกชน สมาชิกสามารถออมเงินต่อได้ เพียงแต่รัฐบาลจะไม่สมทบเงินให้ แต่ถ้าออกจากงานในระบบก่อนอายุ 60 ปี หากมีการออม รัฐบาลก็จะสมทบต่อได้
ทั้งนี้ ทางกองทุนการออมแห่งชาติคาดหมายว่าจะมีจำนวนแรงงานที่มีศักยภาพในการออมอย่างน้อย 10 ล้านคน โดยปี 2558 ตั้งเป้าเปิดรับสมาชิกได้ทั้งหมด 6 แสนคน โดยสำหรับประชาชนผู้สนใจสามารถติดต่อผ่านธนาคารของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และ ธ.ก.ส. เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงสมัครและส่งเงินสะสม โดยทางกองทุนการออมแห่งชาติได้เปิดรับสมัครสมาชิกตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 2558 เพียงนำบัตรประจำตัวประชาชนไปตรวจสอบสิทธิยังธนาคารรัฐทั้ง 3 แห่ง ดังที่ได้กล่าวมา







