
ล่า…ไฮเทค
เหตุระเบิดเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 สร้างความสูญเสียและความเจ็บปวดแก่คนไทยทั้งประเทศ ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครับของผู้เคราะห์ร้ายทุกคน โศกนาฏกรรมนี้ ทำให้ผมคิดถึงเมื่อครั้งผมเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในเดือน เม.ย. 2556 ก็เกิดระเบิดขึ้นที่เมืองบอสตันกลางงานบอสตันมาราธอน มีคนร่วมงานหลายแสนคน แต่อานุภาพการทำลายล้างยังมีน้อยกว่าที่ศาลพระพรหมมาก ทำให้มีผู้สูญเสียชีวิตน้อยกว่า
เหตุระเบิดเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 สร้างความสูญเสียและความเจ็บปวดแก่คนไทยทั้งประเทศ ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครับของผู้เคราะห์ร้ายทุกคน โศกนาฏกรรมนี้ ทำให้ผมคิดถึงเมื่อครั้งผมเดินทางไปสหรัฐอเมริกาในเดือน เม.ย. 2556 ก็เกิดระเบิดขึ้นที่เมืองบอสตันกลางงานบอสตันมาราธอน มีคนร่วมงานหลายแสนคน แต่อานุภาพการทำลายล้างยังมีน้อยกว่าที่ศาลพระพรหมมาก ทำให้มีผู้สูญเสียชีวิตน้อยกว่า
เหตุการณ์ระเบิดที่บอสตันและกรุงเทพฯ มีลักษณะคล้ายกัน คือ ประการแรก มีการวางระเบิดในพื้นที่ที่มีคนอยู่อย่างหนาแน่นมาก ยากแก่การตรวจสอบ และรอดพ้นจากการสงสัย ประการที่สอง มือระเบิดได้สะพายเป้บรรจุระเบิดมาวางกลางผู้คน มุ่งหวังเอาชีวิตคนจำนวนมาก และประการที่สาม คนร้ายถูกกล้องวงจรปิดตรวจจับได้หลังจากเกิดเหตุ
แต่ที่แตกต่างกัน คือ รูปพรรณสัณฐานของมือระเบิดที่บอสตันเชื้อชาติรัสเซียที่ได้จากกล้องวงจรปิด มีความคมชัดมาก อาจเป็นเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางวัน หรือด้วยเทคโนโลยีการประมวลภาพ จึงมีผู้แจ้งเบาะแสมาทันที สามารถติดตามล่าตัวได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ขณะที่เราได้ภาพคนร้ายไม่ชัดเจนนัก จึงยากที่จะทำให้คนทั้งประเทศจดจำจนแจ้งเบาะแสได้
เรื่องเทคโนโลยีจึงมีความสำคัญมากต่อการป้องกันเหตุร้ายและติดตามคนร้าย กล้องวงจรปิดและระบบความปลอดภัยได้ถูกนำมาใช้ในเมืองมหานครขนาดใหญ่ของโลก หลังจากเหตุระเบิดในกรุงลอนดอนเมื่อปี 2548 ที่มีคนร้ายระเบิดพลีชีพทั้งในรถเมล์และรถไฟฟ้าใต้ดินพร้อมกับมีผู้เสียชีวิตถึง 52 คน ทำให้รัฐบาลอังกฤษติดตั้งระบบกล้อง เครื่องอ่านหน้าบุคคล อ่านป้ายทะเบียนรถ ซี่งปัจจุบันถือได้ว่าลอนดอนมีระบบที่ทันสมัยที่สุดของโลก มีกล้องที่เชื่อมโยงกันถึงห้าแสนตัว
การต่อต้านผู้ร้ายจึงต้องต่อสู้ด้วยเทคโนโลยี เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าและติดตามได้ทุกจุดตลอด 24 ชั่วโมง เทคโนโลยีที่ว่านี้ไม่ใช่แค่จะติดกล้องเยอะๆ เพราะส่วนสำคัญที่สุดคือซอฟต์แวร์ และระบบฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์ที่สามารถคำนวณความน่าจะเป็นของบุคคล หรือวัตถุต้องสงสัยได้ทันที และติดตามบุคคลต้องสงสัยได้ การสร้างการเชื่อมโยงระหว่างกล้องทั้งของรัฐและของเอกชน มีอัลกอริทึม หรือกระบวนการคำนวณที่ชาญฉลาด โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ฉลาดดังมนุษย์แต่มีดวงตานับแสนดวง ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน/สัปดาห์
ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีฐานข้อมูลไบโอแมทริกซ์ (Biometric) เป็นฐานข้อมูลทางชีวภาพของบุคคล เพื่อตรวจสอบอัตลักษณ์เฉพาะบุคคล ทั้งลายนิ้วมือ รูปหน้า DNA รูปมือ ม่านตา เสียง ลายเซ็น หรือแม้แต่ท่วงทีการเดิน การพิมพ์ กลิ่นตัว คอมพิวเตอร์ก็ยังสามารถระบุอัตลักษณ์ได้อย่างแม่นยำ
โดยการสร้างฐานข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลนี้ได้มีมานานแล้ว เพียงแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศนั้น ยังไม่เกิดขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากปัญหาความไม่เท่าเทียมกันด้านเทคโนโลยีและปัญหาด้านความมั่นคง จึงยังไม่เกิดประสิทธิภาพเต็มร้อย
ผมมั่นใจว่านักวิจัยไทยจะสามารถสร้างเทคโนโลยีนี้ เพื่อใช้ในประเทศไทยได้ คงถึงเวลาที่คนไทยต้องดูแลกันเองแล้ว เพราะหากให้ต่างชาติเข้ามากำกับและวางระบบความปลอดภัยให้ ก็อาจมีผลต่อด้านความมั่นคง ถึงเวลาที่เราต้องตามล่าคนร้ายด้วยวิธีไฮเทคกันแล้ว







