
‘นลินี’ นักการเงิน ผู้สร้างอาณาจักรไอร่า
โดย...พณิตศร หวังจงชัยชนะ
โดย...พณิตศร หวังจงชัยชนะ
“นลินี งามเศรษฐมาศ” แม้จะนั่งในตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไอร่า แคปปิตอล (AIRA) แต่โดยพื้นฐานแล้ว “นลินี” เป็นนักการเงินชั้นครู และใช้ความเชี่ยวชาญด้านนักการเงินเข้ามาบริหาร AIRA อาศัยการซื้อกิจการเพื่อต่อยอดธุรกิจในมือ ให้เชื่อมร้อยเข้าด้วยกัน
AIRA เริ่มต้นกิจการด้วยธุรกิจหลักทรัพย์ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า หลังจากนั้นพอกิจการเริ่มยืนได้อย่างมั่นคง เริ่มเห็นภาพการรุกเข้าสู่ธุรกิจการเงินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ไอร่า แอดไวเซอรี่ บริษัท ไอร่า แฟคตอริ่ง การร่วมทุนกับผู้ให้บริการสินเชื่อรายบุคคลยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นอย่าง ไอฟุล ด้วยการจัดตั้งบริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล
ล่าสุดเซ็นสัญญาบันทึกความร่วมมือเบื้องต้น (เอ็มโอยู) กับทางบริษัท ซุปเปอร์ริช อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์เชนจ์ (1965) ประกาศเข้าถือหุ้นมากกว่า 50% และเริ่มรุกเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผ่านความร่วมมือกับบริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) และบริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง
“นลินี” กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีของ AIRA ได้ดำเนินธุรกิจเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ไม่มีอะไรหลุดจากกรอบ โดยไอร่า แอนด์ ไอฟุล จะฉลองเปิดสาขาแรกในวันที่ 1 ก.ย.นี้ และปีนี้จะเปิดให้ครบ 29 สาขา แบ่งเป็นสาขาเต็มรูปแบบ 7 สาขา และจุดให้บริการอีก 22 แห่ง
ขณะนี้ได้รับใบอนุญาตให้บริการสินเชื่อหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนาโนไฟแนนซ์ และสินเชื่อส่วนบุคคล เตรียมจะขยายกำลังคนจากปัจจุบันมีอยู่แล้วกว่า 70 คน ให้เพิ่มเป็น 100-200 คน และปี 2559 จะเพิ่มเป็น 400 คน ประเมินว่าในอีก 3-4 ปีข้างหน้า น่าจะเพิ่มเป็น 1,300-1,400 คน
นอกจาก ไอร่า แอนด์ ไอฟุล ที่เป็นไปตามแผนแล้ว ในปีนี้มียังอีก 2 ดีล ที่อยู่ระหว่างเจรจาขั้นสุดท้าย คือ ซุปเปอร์ริช และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามแผนที่วางไว้ระยะ 5 ปีข้างหน้า จะต้องมี 5 อาคาร ซึ่งจะสร้างเอง 1 อาคาร และที่เหลือจะซื้ออาคาร และมีแผนจะนำอาคารเหล่านี้จัดตั้งเป็นกองทรัสต์เพื่อการลงทุน (REITs) โดยจะใช้อาคารแรกตั้งกองรีท หลังจากนั้นค่อยๆ นำเงินที่ได้ไปซื้ออาคารอื่นๆ เพิ่มให้ครบตามแผน ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องแหล่งเงินลงทุน
“ไอร่า แอนด์ ไอฟุล คือเรือธงของเรา จะเป็นตัวหลักในการสร้างบ้านสร้างเมือง แม้สถานการณ์สภาพเศรษฐกิจขณะนี้คนวิตกเรื่องกำลังซื้อของประชาชน และคนจะพูดกันถึงหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) แต่บริษัทเราเพิ่งเริ่มจัดตั้ง แม้ในเดือนแรกที่ให้บริการสินเชื่อจะมีหนี้เสีย ซึ่งตัวเลขที่พูดกันคือระดับ 5% แต่เป็นอัตราส่วนของฐานสินเชื่อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ถือว่าคุ้มเมื่อเทียบกับข้อมูลของลูกค้าที่จะได้รับ ทำให้ทราบพฤติกรรมลูกค้า เพื่อนำไปจัดเก็บเป็นเครดิต สกอริ่ง และระดับนี้ถือว่าน่าจะเป็นจังหวะต่ำสุดของเศรษฐกิจแล้ว เมื่อเศรษฐกิจกลับมาดี เชื่อว่าภาวะหนี้เสียจะดีขึ้น และในจังหวะที่ฐานสินเชื่อของบริษัทขยายใหญ่เพิ่มขึ้น” ประธานคณะกรรมการบริหาร ไอร่า กล่าว
อย่างไรก็ตาม การซื้อกิจการของไอร่าจะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะยังไม่ครบตามแผนในใจของ “นลินี” ยังขาดอีก 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจลีสซิ่งและธุรกิจประกันภัย (non-life insurance) ซึ่งจะเข้ามาช่วยทำให้จิ๊กซอว์ของไอร่าสมบูรณ์แบบ
“นลินี” เล่าให้ฟังถึงเหตุที่ต้องมีอีก 2 ธุรกิจนี้ เนื่องจากทางกลุ่มมีไอร่า แฟคตอริ่ง อยู่แล้ว เห็นว่าหากให้บริการลีสซิ่งและประกันภัยด้วย จะทำให้การให้บริการสินเชื่อครบวงจร และทำให้กลุ่มไอร่าจะมีรายรับที่เป็นดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาว
นอกจากนี้ ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ดอกผลจากการเข้าไปลงทุนต่างๆ จะเริ่มเห็นผล ทำให้ไอร่ามีเงินสภาพคล่องไหลเทเข้าบริษัทอย่างมาก ไม่ว่าจะมาจากไอร่า แอนด์ ไอฟุล ตัวธุรกิจหลักทรัพย์เอง แทนที่จะทิ้งเงินกองไว้บริษัท ก็นำสภาพคล่องเหล่านั้นไปรองรับในธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา
“ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราแทบไม่ต้องใช้เงินเติม ใช้เพียงสภาพคล่องในมือซึ่งเรามีมากพอจากการลงทุนต่างๆ แทนที่จะเอาเงินกองไว้เฉยๆ โดยเอาเงินไปแลกเงิน ซึ่งจะทำให้เราไม่ได้มีแค่เงินบาทในมือ แต่มีหลายสกุลเงิน ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจและค่าเงินที่มีความผันผวน” นลินี กล่าว
“นลินี” กล่าวอีกว่า ไอร่ากำหนดไว้อีก 2 ปีข้างหน้า จะนำไอร่า แอนด์ ไอฟุล เข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งในขณะนั้นเชื่อว่าขนาดของมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) จะมีขนาดใหญ่กว่า ไอร่า แคปปิตอล ซึ่งปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคประดับประมาณ 1.2-1.4 หมื่นล้านบาท
“ไอร่ากำหนดไว้หากมีขนาดใหญ่มากเพียงพอก็จะย้ายจากตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งในความเป็นจริง การจะย้ายเข้า SET คือต้องการจะอาศัยเงินทุนของกองทุนทั้งในและต่างประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่จำเป็นเพราะทุนมีเพียงพอ” นลินี กล่าว
สำหรับความคืบหน้าของธุรกิจเป็นที่ปรึกษาในประเทศสิงคโปร์นั้น “นลินี” กล่าวว่า ขณะนี้มีธุรกรรมในมือกว่า 10 ธุรกรรม ต้องการซื้อกิจการในประเทศไทย ทั้งโรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม มูลค่าเฉลี่ย 400-500 ล้านบาท กลุ่มทุนต่างชาติยังมีความสนใจลงทุนในประเทศไทย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ทั้งนี้กิจการในประเทศไทยต้องการทุนต่างชาติเข้ามาช่วยในด้านเทคโนโลยี เงินทุน
ขณะที่ความต้องการคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศไม่ได้มาก น่าจะเป็นเพราะยังไม่มีทุนเพียงพอ แต่หากเป็นกิจการขนาดใหญ่ก็จะติดต่อเองไม่ได้ผ่านทางบริษัท







