
หอการค้า แนะทางออก นำธุรกิจฝ่าวิกฤต
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สำรวจสถานการณ์ของเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบัน พบว่า ปัญหาที่เอสเอ็มอีไทยประสบมากที่สุดในขณะนี้ คือ 1.คนซื้อสินค้าน้อยลง 2.สภาพคล่องทางธุรกิจ 3.ความสามารถในการชำระหนี้ และ 4.ต้นทุนในการดำเนินกิจการ
สาเหตุที่ทำให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวมาจาก 1.ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง 2.ต้นทุนการผลิตและจำหน่ายแพง 3.ระดับราคาสินค้าต้นทุนที่แพง 4.หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และ 5. ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คือ 1.ซื้อของที่จำเป็นเท่านั้น 2.ซื้อของลดราคามากขึ้น 3.ซื้อสินค้าที่มีของแถมมากขึ้น 4.ซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น
ขณะที่การปรับตัวของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทย จะจัดโปรโมชั่นการขาย เช่น ลดราคา การให้ของแถมและซื้อ 1 แถม 1 การปรับปรุงสถานที่ การรักษาระดับสินค้าคงคลังให้เหมาะสม เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า การปรับเปลี่ยนขนาดสินค้า ลดการจ้างงาน หรือจ้างงานเท่าที่จำเป็น ลดการผลิตสินค้าและลดนำเข้าวัตถุดิบ และขยายเวลาให้เครดิตลูกค้านานขึ้น
จากผลการสำรวจทั้งหมดพบว่า มีเอสเอ็มอีไทยประมาณ 61% ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจ อีก 39% ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากจะเป็นภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ส่วนภาคที่ได้รับผลกระทบน้อย คือ ภาคบริการและท่องเที่ยว ส่วนธุรกิจขนาดเล็ก จะได้รับผลกระทบมากสุด เมื่อเทียบกับธุรกิจที่เป็นขนาดกลาง
ดังนั้น ในภาวะที่เอสเอ็มอีไทยเจอหลายปัจจัยลบทางธุรกิจ รวมถึงยังเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน เช่น เหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ราชประสงค์ สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและพร้อมก้าวสู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม รวมถึงสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ
เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องมีการปรับตัว สร้างธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากขึ้น หรือที่เป็น ไอดีอี (Innovation Driven Entrepreneur) โดยการเป็นผู้ประกอบการแบบไอดีอีจะแตกต่างจากการเป็นเอสเอ็มอี ตรงที่ในช่วงแรกการสร้างธุรกิจแบบไอดีอีจะมีผลประกอบการขาดทุน แต่ในระยะต่อไปผลประกอบการของไอดีอีจะเติบโตแบบก้าวกระโดดมากกว่าเอสเอ็มอีแบบทั่วไป
สุรพล ว่องวัฒนโรจน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องพัฒนาธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ปรับระบบการบริหารโลจิสติกส์ และสร้างเครือข่ายการผลิตให้ดีขึ้น พร้อมกับมุ่งสร้างธุรกิจใหม่ที่มีโอกาส ทั้งธุรกิจสร้างสรรค์แบบใหม่ๆ ธุรกิจดิจิทัล และหันไปทำตลาดในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีชายแดนติดกับไทย ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพราะประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นจุดเริ่มต้นการค้าขายของเอสเอ็มอีในอาเซียน
“ในครึ่งปีหลังเชื่อว่าเอสเอ็มอีบางรายจะต้องประสบปัญหาขาดกระแสเงินสด ดังนั้นสถาบันการเงินจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการบริหารสภาพคล่อง และเอสเอ็มอีต้องปรับตัวบริหารสินค้าคงคลังไม่ควรอยู่ในระดับสูง เพื่อแก้ปัญหาการขาดกระแสเงินสดให้ได้” สุรพล กล่าว
สมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า อยากกระตุ้นให้เอสเอ็มอีต้องสร้างความแตกต่างให้แก่สินค้าและบริการ มีแผนการตลาดที่ชัดเจนและล้ำหน้า สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดี เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันทั้งในประเทศและอาเซียน โดยจากการประเมินสถานการณ์ของเอสเอ็มอีในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะอยู่ในภาวะที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก
กลินท์ สารสิน รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า แนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการ คือ 1.หันมาดูความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันเป็นหลัก เพื่อผลิตสินค้าให้ตรงกับตลาด 2.เน้นไปขยายตลาดที่มีอยู่ในประเทศและในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมุ่งให้บริการที่ดีสุดแก่ลูกค้า
3.ปัญหาเงินหยวนที่อ่อนค่าลงนั้น จะมีผลกระทบให้มีสินค้าจีนเข้ามาในประเทศมากขึ้น ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการธุรกิจให้ดี ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและการให้บริการที่ดี
เป็นอีกแนวทางสำคัญที่แนะนำเอสเอ็มอีไทยให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้







