
EPGกำไรทุบสถิตินิวไฮปีนี้ กัน1,000ล้านซื้อกิจการ
EPG เพิ่มงบถึง 1,000 ล้านบาท ลุยซื้อกิจการ เร่งรายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท
EPG เพิ่มงบถึง 1,000 ล้านบาท ลุยซื้อกิจการ เร่งรายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท
นายภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) เปิดเผยว่า ในงวดการดำเนินงานปี 2559/2560 (สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.) บริษัทเพิ่มวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท รองรับการซื้อกิจการในธุรกิจหลักทั้งในและต่างประเทศเพื่อรองรับการเติบโต นอกจากอาศัยการเติบโตจากธุรกิจเดิมที่มีอยู่ ซึ่งเพิ่มจากงวดปีนี้ ที่มีเงินเพื่อเตรียมการซื้อกิจการ 500-600 ล้านบาท
ทั้งนี้ ยังไม่รวมแผนการเข้าซื้อกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศจีน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้
“การลงทุนในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะดี ดอกเบี้ยต่ำ และบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ระดับต่ำเพียง 0.4 เท่านั้น ทำให้มีกำลังเข้าไปซื้อกิจการโดยไม่กระทบต่อฐานะการเงิน เพื่อให้การซื้อกิจการสนับสนุนให้บริษัทเติบโตได้เร็ว แต่ยอมรับการจะซื้อกิจการไม่ได้ง่าย และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อมองหาโอกาสดีๆ ทั้งในและต่างประเทศ และต้องเป็นธุรกิจหลัก ไม่ได้ออกจากธุรกิจที่เราทำอยู่” นายภวัฒน์ กล่าว
บริษัทคาดว่าในงวดปี 2559/2560 รายได้ของบริษัทน่าจะสามารถแตะระดับ 1 หมื่นล้านบาทได้ จากงวดปี 2558-2559 คาดว่าจะมีรายได้ 8,500-9,000 ล้านบาท หรือเติบโต 25-30% จากงวดปีก่อนหน้า
นายภวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับผลกำไรในไตรมาสแรกของงวดปี 2558/2559 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2558 อยู่ที่ระดับ 287 ล้านบาท เติบโต 80% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือมีอัตรากำไรสุทธิระดับ 13.9% และในไตรมาส 2 นี้ ทิศทางผลประกอบการยังมีแนวโน้มที่ดี มีคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ในทุกธุรกิจมากกว่าไตรมาสแรก ไม่ว่าจะเป็นงานฉนวนยางและบรรจุภัณฑ์ คาดว่าทั้งปีจะสามารถรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับนี้ และมีความเป็นไปได้ว่าอาจทำให้บริษัทสร้างสถิติทำกำไรสูงสุด (นิวไฮ) ได้
นอกจากนี้ ผลประกอบการที่มีแนวโน้มที่ดีมีความเป็นไปได้ว่าบริษัทจะมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล คืนกำไรให้กับผู้ถือหุ้น
นายเฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EPG กล่าวยอมรับว่าปัจจุบันบริษัทยังมีปัญหาเรื่องจำนวนหุ้นกระจายในตลาด (ฟรีโฟลท) อยู่ในระดับต่ำ โดยอยู่ในมือของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ 75% เมื่อรวมกับนักลงทุนสถาบันที่อยู่ถือ 17% กลายเป็น 92% และเหลือในมือรายย่อยทั่วไปเพียง 7%
เท่านั้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีผู้มาติดต่อขอซื้อรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) แต่บริษัทยังไม่ตัดสินใจ เกรงว่าจะถูกตั้งข้อสังเกตว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ทิ้งหุ้น







