
จังหวัดที่น่าเห็นใจ
สัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสเดินทางไปจ.เชียงใหม่ จังหวัดที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรรองจากกรุงเทพมหานคร
จังหวัดหลักของภาคเหนือที่เป็นศูนย์รวมของเศรษฐกิจประเทศ มีสนามบินนานาชาติที่เคยกำหนดให้เป็นฮับทางการบิน มีสถาบันการเงินเปิดให้บริการครบทุกค่าย มีหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลด้านเศรษฐกิจเปิดสาขาครบทุกกรมกอง เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่นานาชาติรู้จักและอยากเดินทางไปเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย
แต่วันนี้...มันต่างจากวันวานจริงๆ ครับ
ด้วยปัจจัยรุมเร้ารอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง!!
เชียงใหม่วันนี้จึงมีสภาพ...เงียบ...เหงา...หงอย...ทั้งเมือง
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางตามากผิดปกติ ชนิดนับหัวนับคนได้เลยทีเดียว แม้ว่าจะเป็นช่วงโลว์ซีซันที่ผู้ประกอบการพอทำใจได้ แต่โลว์ซีซันปีนี้มันโหดร้ายมากกว่าปีก่อนๆ เหลือเกิน
เชียงใหม่มีโรงแรมที่พักรวมๆ กันประมาณ 3 หมื่นห้อง ยอดเข้าพักเดือนนี้และเดือนหน้ามีแค่ 815% เท่านั้นเอง ย้ำครับว่ามีเฉลี่ยแค่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ บางโรงอาจมีมากกว่านี้นิดหน่อย บางโรงอาจมีโปรโมชันพิเศษของตัวเองก็จะมียอดจองมากอีกนิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วไม่ว่าโรงเล็กโรงใหญ่ตกอยู่ในอาการสาหัสพอๆ กัน
ผู้ประกอบการโรงแรมต่างต้องออกแรงทำโปรโมชันร่วมกันอย่างสุดฤทธิ์ ต้องหั่นราคาชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ห้องพักคืนละหมื่น...ขายแค่สองพันกว่าบาท ห้องพักคืนละครึ่งหมื่น...ยอมขายไม่ถึงพันบาท ลด แลก แจก และแถม...พักหนึ่งคืนแถมให้อีกหนึ่งคืน ขนาดนั้นเลยล่ะครับ
เรื่องจัดงานสัมมนา จัดอีเวนต์ของหน่วยงานต่างๆ ก็ซาลงไปเยอะ แม้ว่าจะใกล้หมดงบประมาณปี 2553 ในเดือน ก.ย.นี้แล้ว ก็ยังเหมือนกล้าๆ กลัว ติดๆ ขัดๆ งานใหญ่ของรัฐที่จะจัดในปลายเดือนนี้ก็หลบไปจัดที่มหาวิทยาลัย
สภาพของผู้ประกอบการโรงแรมที่พักรีสอร์ตทั้งหลายจึงคล้ายกับคนกำลังจะจมน้ำอย่างน่าเห็นใจจริงๆ
ออกจากที่พักไปเดินสำรวจดูบรรดาร้านค้าผู้ประกอบการรายย่อยย่านดังของเมืองเชียงใหม่...ตลาดไนท์บาร์ซา
ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองจริงๆ ว่าแทบจะนับหัวผู้คนที่เดินช็อปปิ้งซื้อของได้เลย ตลาดนัดค้าขายที่เคยยิ่งใหญ่ใครๆ ก็รู้จักและอยากมาเดินช็อป บัดนี้ได้กลายสภาพเป็นเสมือนเมืองร้างที่มีแต่คนขายแต่ไร้...คนซื้อ
สอบถามผู้ค้าหลายรายต่างพูดคล้ายกันว่า มันมีสภาพแบบนี้มานานหลายเดือนแล้ว ไม่มีคนเที่ยวก็ไม่มีคนเดินซื้อของ มีคนซื้อของบ้างก็ต่อรองแบบบ้าเลือด...เสื้อยืดหนึ่งตัวบอกขาย 250 บาท ฝรั่งต่อคำเดียว 100 บาทขายก็ขาย ไม่ขายก็เดินหนี สุดท้ายก็ต้องยอมขายเอาทุนคืนที่ 120 บาท
ขายได้...ยังดีกว่า...ไม่ได้ขาย ทุกวันนี้หวังแต่เพียงว่าเปิดร้านทุกวันขอให้ขายได้บ้างแค่นั้นก็พอ เพราะบางวันเปิดร้านแล้วขายไม่ได้เลยสักบาท มันหนักหนาสาหัสจนไม่รู้จะพูดว่ายังไง!!
ผมลองถามว่าที่ผ่านมามีหน่วยงานของรัฐเข้ามาช่วยเหลือบ้างหรือไม่?
คำตอบที่ได้รับคือ...เงียบและส่ายหน้า...
วันนี้ผมจึงจำเป็นต้องหยิบเรื่องนี้มาเขียนในโพสต์ทูเดย์ เพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงแทนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจำนวนหนึ่งซึ่งก่อนหน้านี้อาจมีหลายคนรู้สึกอิจฉาที่เขาเกิดมาเป็นคนเชียงใหม่และได้ตั้งหลักปักฐานทำมาหากินในจังหวัดที่ได้ชื่อว่า...โด่งดังเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย
หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องเอสเอ็มอีทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์
ได้โปรดขึ้นไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ใกล้จะหมดลมหายใจได้แล้วครับท่าน
ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดกำลังรอคอยท่านอยู่!!







