
สิงคโปร์-ออสเตรเลียส่อลดค่าเงิน
แลกเงินต่างประเทศ จับตาค่าเงินสิงคโปร์และออสเตรเลียจะอ่อนค่าตามหยวน
แลกเงินต่างประเทศ จับตาค่าเงินสิงคโปร์และออสเตรเลียจะอ่อนค่าตามหยวน
น.ส.ชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากความผันผวนของค่าเงินสกุลต่างประเทศ โดยเฉพาะค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงไปเกือบ 5% หลังจากที่ธนาคารกลางของจีนประกาศอัตราอ้างอิงเงินหยวนให้อ่อนลงติดต่อกัน 3 วัน ร้านรับแลกเปลี่ยนเงินจะไม่เก็บสต๊อกเงินต่างประเทศไว้มากเพื่อป้องกันผลกระทบ
“หลังจากที่จีนลดค่าเงินหยวนยังต้องติดตามเงินสกุลออสเตรเลียและสิงคโปร์อาจจะมีการเคลื่อนไหวตามค่าเงินหยวน ยอมรับว่าวันที่จีนลดค่าเงินหยวนวันแรกอาจจะกระทบบ้าง เพราะไม่มีใครคาดการณ์ แต่ทุกร้านก็จะต้องพยายามรีบซื้อรีบขายเงินสกุลต่างประเทศเพื่อปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” น.ส.ชนาพร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 เดือนนี้ คงยังไม่เห็นผลกระทบว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีนลดลง เพราะส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะมีการจองการท่องเที่ยวล่วงหน้ามาแล้ว 2-3 เดือน แต่หลังจากนั้นจะต้องติดตามดูสถานการณ์อีกครั้งอย่างใกล้ชิด ซึ่งในส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยอาจจะจับจ่ายลดลง แต่เมื่อเทียบกับค่าเงินแล้ว สินค้าไทยก็ยังถูกอยู่
“ยอมรับว่าวันที่จีนลดค่าเงินหยวนวันแรกอาจกระทบบ้าง เพราะไม่มีใครคาดการณ์ แต่ทุกร้านก็พยายามรีบซื้อรีบขายเงินสกุลต่างประเทศเพื่อปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” น.ส.ชนาพร กล่าว
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การที่จีนปรับลดค่าเงินหยวนอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่เป็นเพียงผลระยะสั้นๆ และไม่ได้มีข้อกังวล เพราะมองว่าการวางโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า
นายโฆสิต กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในภาวะทรงตัวในระดับต่ำ เนื่องจากส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทยประสบปัญหา รับผลลบจากเศรษฐกิจโลกอ่อนแอตามความต้องการที่อ่อนแอ และไม่สามารถคาดหวังเศรษฐกิจจากสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรปจะฟื้นตัวช่วยได้
“ผมยังมองไม่เห็นว่าโลกจะมาช่วยประเทศไทย เพราะมองไม่ออกว่าส่งออกเราจะดีขึ้นจากเศรษฐกิจโลก ยังนึกไม่ออกว่าเศรษฐกิจจากกลุ่มประเทศยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐ จะเร่งขึ้นได้อย่างไรในภาวะที่จีนกำลังถดถอยลงมาเรื่อยๆ” นายโฆสิต กล่าว
เมื่อส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศมีปัญหา ขณะเดียวกันไม่สามารถคาดหวังในส่วนของการลงทุนภาครัฐให้มาเป็นตัวขับเคลื่อนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ให้ขยายตัวสูงในระดับ 6% ได้ ท่ามกลางรายได้ของประชาชนลดลงจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลงแรง และไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนผ่านการก่อหนี้ได้อีก เนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูงถึง 80% ต่อจีดีพีแล้ว
นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มจะลดลง เพราะในสายตาของนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของโลก อย่างเช่น ญี่ปุ่นมองไทยมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน โดยให้ความสนใจลงทุนในประเทศอินโดนีเซียมากที่สุด เนื่องจากมีจำนวนประชากรมากกว่า ขณะที่ค่าแรงต่ำกว่า
กรณีข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังชะลอตัวในขณะนี้ เป็นเรื่องปกติของรัฐบาลที่จะมีการปรับ ครม.เพื่อความเหมาะสม โดยมองหลักใหญ่สำคัญอยู่ที่ทิศทางใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลงของนายกรัฐมนตรี ในอันที่จะปฏิรูป โดยการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้







