
เรียกความเชื่อมั่น
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาล
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาล จะต้องเปิดหู เปิดตา รับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้มากขึ้นกว่าเดิม
เนื่องจากระยะเวลา 1 ปีเศษที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ แม้จะทำให้ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองกลับคืนมาเป็นปกติสุข สามารถสกัดกั้นความขัดแย้งมิให้ปะทุขึ้นจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ และสามารถแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่รุนแรงถึงระดับ 30% จนปรับตัวดีขึ้นมากที่สุดในรอบ 6 ปี
อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางการเมืองที่ฝังรากลึกมายาวนาน ทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ มิอาจเดินหน้าไปอย่างราบรื่นนัก ยิ่งเมื่อเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาอย่างหนัก จนทำให้การส่งออกที่เป็นเครื่องจักรหลักของประเทศติดลบอย่างต่อเนื่อง การบริโภคที่ซบเซา การลงทุนชะงักงัน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลเริ่มลดน้อยถอยลงมาอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้จากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของภาคเอกชนใน 3 กลุ่มหลักลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมครอบคลุม 43 กลุ่ม ลดลงต่ำสุดในรอบ 16 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า ลดลงต่ำสุดในรอบ 15 เดือน จนเกิดการชะลอการลงทุน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ปรับลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือน
ความเชื่อมั่นที่ลดลงส่งผลกระทบไปทั่ว จนสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเข้าสู่ภาวะเงินฝืดเข้าไปแล้ว เพราะคนเกิดความไม่แน่ใจ เกิดความลังเล ไม่มีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ทันเวลาตามที่ประกาศไว้ และไม่มั่นใจในตัวคณะรัฐมนตรีที่บริหารประเทศมาระยะหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถทำงานให้เห็นเป็นรูปธรรม
ดังนั้น รัฐบาลจะต้องตระหนักในการหาทางเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาในการทำงานกลับคืนมาอย่างเร่งด่วน ถ้าขาดความเชื่อมั่นในเรื่องคน ต้องปรับปรุงแก้ไขคณะรัฐมนตรี ถ้าขาดความเชื่อมั่นเรื่องการทำงานให้บรรลุผล ต้องเข้าไปแก้ปัญหาในกระบวนการทำงาน รัฐบาลต้องตระหนักว่าเข้ามาบริหารประเทศในสถานการณ์พิเศษ ย่อมไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างของประเทศได้ทั้งหมด จึงควรอย่างยิ่งที่จะประกาศแนวทางของการบริหารที่เป็นเรื่องหลักให้ประชาชนได้รับทราบว่า เรื่องสำคัญหลักที่รัฐบาลนี้จะดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมมีอะไรบ้าง จากนั้นจึงลงมือทำให้สัมฤทธิผล
ความเชื่อมั่นศรัทธาอาจเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ แต่มีผลอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของประชาชน เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล นั่นหมายถึงความชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาลลดลงไปด้วย







