posttoday
สู่การฟื้นฟูทางการเมือง

สู่การฟื้นฟูทางการเมือง

14 สิงหาคม 2558

โดย...โคทม อารียา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

โดย...โคทม อารียา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาได้ทำให้เกิดการแบ่งแยกทางสังคม และความบาดหมางจนกระทั่งความเกลียดชังระหว่างคนในชาติ ผู้มีบทบาททางการเมือง รวมทั้งผู้ที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงตกอยู่ในบรรยากาศแห่งการแบ่งขั้วแบ่งข้าง โดยมีโอกาสน้อยที่จะมาพบปะพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์กัน ดังนั้น การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งโดยการถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างผู้มีบทบาททางการเมืองจึงเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ดี ฝ่ายต่างๆ ควรเอาชนะความบาดหมางและความเกลียดชังเพื่อมาร่วมกันสร้างเวที ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์และความไว้วางใจกัน

จากความยาวนานของความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยดังที่กล่าวข้างต้น อาจสรุปได้ว่าความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ โดยทั่วไปเรามักใช้แนวคิดเรื่องการปรองดองกับกรณีหลังความขัดแย้ง คือเมื่อได้พ้นช่วงวิกฤตอันรุนแรงไปแล้ว และเกิดภาวะที่เรียกว่าสันติภาพเชิงลบ หมายความว่าภาคีความขัดแย้งยังบาดหมางใจ แม้กระทั่งยังเกลียดชังกันอยู่ ยังขัดแย้งในเชิงเป้าหมายกันอยู่ก็ตาม แต่ตกลงกันได้ที่จะไม่ใช้ความรุนแรงทั้งทางวาจาและการกระทำต่อกัน จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องแปลงเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงลบนี้ให้เป็นเชิงบวก

เราจึงควรเริ่มกระบวนการคืนดี-ปรองดองเท่าที่จะทำได้ไปพลางๆ แม้จะไม่เข้ากับตำรับตำรามากนัก แต่ก็หวังว่าความคืบหน้าในเรื่องการคืนดี-ปรองดองจะช่วยในการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งและการเข้าสู่ความร่วมมือกันอันจำเป็นต่อการพัฒนาสันติภาพเชิงบวก

แต่กระนั้น ในเมื่อคำว่าปรองดองอาจถูกโต้แย้งว่ายังไม่ถึงเวลา คือเรากำลังอยู่ท่ามกลาง มิใช่อยู่ในช่วงหลังความขัดแย้ง จึงขอทดลองเสนอคำว่า “การฟื้นฟู” มาให้สังคมพิจารณา คำๆ นี้น่าจะตรงกับคำว่า Restoration ซึ่งหมายความว่า “การทำให้กลับเจริญงอกงามขึ้นมาใหม่” “การทำให้คืนสู่สภาพหรือรูปเดิม” คำๆ นี้น่าจะมุ่งให้ “สภาพ” กลับคืนมาใหม่ ส่วนคำว่าปรองดองหมายความว่า “ออมชอม, ประนีประนอม, ยอมกัน, ไม่แก่งแย่งกัน, ตกลงกันด้วยความไกล่เกลี่ย, ตกลงกันด้วยไมตรีจิต” ซึ่งมุ่งไปที่การคืนดีระหว่างบุคคลที่เคยขัดแย้งกันนั่นเอง แต่ถ้าไม่อยากปรองดองก็คงทำให้พวกเขาเปลี่ยนความรู้สึกได้ยาก ประเด็นคำถามคือว่า พวกเขาพร้อมที่จะร่วมมือกันฟื้นฟูสภาพทางการเมืองแล้วหรือไม่ พวกเขาพร้อมที่
จะระบุเป้าหมายทางการเมืองของตนให้ชัดขึ้นได้เพียงไร และพร้อมรับฟังเป้าหมายทางการเมืองของฝ่ายอื่นๆ เพียงไร เป็นไปได้ไหมที่พวกเขามีเป้าหมายที่เหลื่อมกัน (ตรงกันบางส่วน) บ้าง

จากการฟังวาทกรรมของฝ่ายต่างๆ รวมทั้งฝ่ายที่ก่อรัฐประหารเอง ทำให้คล้อยตามไปว่า ฝ่ายต่างๆ น่าจะมีเป้าหมายร่วมกันสู่สังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ แต่อาจจะนิยามสังคมดังกล่าวโดยเน้นหรือให้ลำดับความสำคัญที่ต่างกันไป ในที่นี้ขอนำเสนอข้อคิดของ ฟรานซิส ฟูกูยามา จากหนังสือชื่อ Political Order and Political Decay มาเพื่อโปรดพิจารณา ฟูกูยามาเสนอว่า สังคมประชาธิปไตยจะต้องมีรัฐที่เข้มแข็ง มีการปกครองของกฎหมาย (Rule of Law ซึ่งบางครั้งก็แปลว่าหลักนิติธรรม) และมีการสร้างสถาบันการปกครองที่มีสภาพขึ้นต่อประชาชน (Democratic Accountability) ประเด็นหลังนี้มีความสำคัญ เพราะดูเหมือนว่าทุกคนจะเห็นความสำคัญของประชาชน และเห็นความสำคัญว่าผู้ปกครองจะต้องพร้อมรายงานต่อประชาชน พร้อมรับผิดทางการเมืองหากดำเนินนโยบายผิดพลาด และพร้อมรับผิดทางอาญาหากมีการคอร์รัปชั่น ประเด็นเรื่อง “สภาพขึ้นต่อประชาชน” จะเป็นส่วนที่ตรงกันของเป้าหมายของหลายๆ ฝ่ายได้หรือไม่

ส่วนผมขอเสริมด้วยมิติทางสังคมที่อาจช่วยให้เกิดการก้าวพ้นความขัดแย้ง ได้แก่ การเยียวยาบาดแผลทางจิตใจ ความยุติธรรมเปลี่ยนผ่านและการชดเชย การสานเสวนาในทุกระดับ และการพัฒนาภาคประชาสังคม ที่สามารถแทนผลประโยชน์ที่หลากหลายและท้าทายอำนาจรัฐได้โดยสันติวิธี เป็นต้น

การฟื้นฟูทางการเมืองน่าจะเริ่มต้นได้แล้ว ฝ่ายทหารน่าจะทราบว่าสังคมมีความซับซ้อน และมีมิติอื่นที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ามิติทางความมั่นคง จริงๆ แล้ว มีคติที่น่าจะสมเหตุผลในการคลี่คลายความขัดแย้ง นั่นคือคติที่ใช้ “การเมืองนำการทหาร” ฝ่ายทหารบอกว่า ขอเวลาหน่อยเพื่อแก้ปัญหา แล้วจะคืนประชาธิปไตยให้โดยเร็ว หนึ่งในสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย คือสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ในการรวมกลุ่ม และในการชุมนุม ข้อเสนอแนะในที่นี้ก็คือ เวลาที่ฝ่ายทหารขอไว้ก็ได้ล่วงเลยมาปีกว่าแล้ว อำนาจต่างๆ ก็ใช้อย่างเต็มที่แล้ว การลิดรอนสิทธิเสรีภาพก็ได้เกิดขึ้นตามความจำเป็นของการประเมินสถานการณ์ของฝ่ายทหารแล้ว ยังมีเหตุผลหรือความจำเป็นใดอยู่อีกที่ทำให้ท่านไม่ยอมผ่อนคลายการใช้อำนาจ ไม่ยอมยกเลิกการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางการเมือง

อันที่จริงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ คสช.จะคืนบรรยากาศปกติของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ถึงเวลาแล้วที่จะสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการถกแถลง (Deliberate) กันถึงประเด็นต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญ ถึงข้อดีข้อเสียของบทบัญญัติต่างๆ ที่ “ผู้รู้” ได้เสนอไว้ในร่าง เพราะจะเป็นบทบัญญัติที่มาบังคับใช้กับพลเมืองทุกคน รวมทั้งกับนักการเมืองที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยต่อไป ทั้งนี้ เมื่อประชาชนได้มีส่วนร่วมคิด ร่วมถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้น ก็น่าที่จะได้ตัดสินใจอย่างรู้เท่าทันในวันลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี การพูดคุยในช่วงแรกของการฟื้นฟูทางการเมือง แม้จะมีกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นภูมิหลังก็ตาม แต่อาจจะเลือกหัวข้อที่เปิดกว้าง เช่น คุณภาพของการมีส่วนร่วมทางการเมือง กติกาที่เป็นธรรมในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง การส่งเสริมประชาธิปไตยชุมชน สภาพพร้อมขึ้นต่อประชาชน ในขณะเดียวกัน อาจพูดคุยกันในเรื่องคุณค่าที่สำคัญ เช่น ความเป็นธรรมในสังคมการเมือง การพัฒนาและความทันสมัย พหุนิยมทางการเมือง

จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูทางการเมือง น่าจะเป็นการหาจุดร่วมในด้านกระบวนการและเป้าหมายระยะยาวที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูทางการเมือง ส่วนในเรื่องเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทางการเมืองนั้น ย่อมมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งอาจพูดคุยในลำดับต่อไป

ดังนั้น การฟื้นฟูทางการเมืองอาจเริ่มด้วยการจัดเวทีการพูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวกับกระบวนการและการสร้างความไว้วางใจ โดยหวังว่าเมื่อมีความไว้วางใจกันเพิ่มขึ้น การพูดคุยในเรื่องเนื้อหาที่ยาก ก็จะมีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นด้วย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ