
ร่วมวงทีพีพีเสียหายแสนล้าน ‘ข้าวโพด-ยา-สุขภาพ’เจอดีแน่
“เรื่อง ที่บอกเราว่าเข้าทีพีพีแล้ว เราจะเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของภูมิภาค หรือ Seed Hub ลดต้นทุนการผลิตได้นั้น ไม่เป็นความจริง”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“เรื่อง ที่บอกเราว่าเข้าทีพีพีแล้ว เราจะเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของภูมิภาค หรือ Seed Hub ลดต้นทุนการผลิตได้นั้น ไม่เป็นความจริง”
นี่คือคำยืนยันของ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ต่อข้อถามที่ว่า ไทยจะลดต้นทุนได้จริงหรือไม่ หากเข้าร่วมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี)
วิฑูรย์ ขยายความว่า ในข้อตกลงการเจรจาทีพีพี มี 3-4 เรื่องที่จะสร้างความเสียหายเชิงชีวภาพ ได้แก่ 1.การจดสิทธิบัตรครอบคลุมสิ่งมีชีวิต 2.การลงนามสนธิสัญญาบูดาเปส เพื่อให้จดสิทธิบัตรจุลินทรีย์ได้ 3.การยอมรับกฎหมาย UPOV 1991 ผูกขาดผลิตผล ไปจนผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากพืช 4.การเปิดทางให้ปลูกพืชจีเอ็มโอในไทย หากไทยยอมรับทั้ง 4 เรื่อง ไทยจะประสบปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร สูญเสียอธิปไตยด้านทรัพยากรทางชีวภาพ และได้รับความเสียหายนับแสนล้านบาท
“หากไทยยอมรับกฎหมาย UPOV 1991 จะเกิดการผูกขาดพันธุ์พืชใหม่จากเดิม 12 ปี เป็น 20 ปี รวมทั้งผูกขาดผลผลิตของพันธุ์พืชนั้น ผูกขาดอนุพันธุ์ของสายพันธุ์ใหม่ เราจะต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ของพืชต่างๆ ทั้งข้าว ข้าวโพดไร่ ถั่วเหลือง ยางพารา เพิ่มขึ้น 2-6 เท่า หรือจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์แพงขึ้นรวม 5 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท”
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องสูญเสียประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ คิดเป็นมูลค่า 7 หมื่นล้าน-1.2 แสนล้านบาท/ปี รวมเป็นความเสียหาย 1.2-2.2 แสนล้านบาท/ปี โดยยังไม่รวมถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้วย
ปัจจุบันไทยส่งออกข้าวโพดหวานปีละประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยข้าวโพดหวานถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย เพราะกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คนไทยสามารถดำเนินการได้เอง แต่หากเข้าร่วมทีพีพีหรือแก้ไขกฎหมายบางอย่างให้สอดคล้องกับข้อเจรจาของทีพีพี จะเหมือนเป็นการทำลายอุตสาหกรรมนี้ทั้งระบบ
ทั้งนี้ บริษัทหนึ่งของสหรัฐที่ร่วมอยู่ในสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้วชักชวนให้เข้าร่วมทีพีพีนั้น คือ บริษัท มอนซานโต้ ยักษ์ใหญ่ด้านเกษตรของสหรัฐ ซึ่งพยายามผลักดันการปลูกพืชจีเอ็มโอในไทยเป็นทุนเดิม เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของมอนซานโต้
“ข้อตกลงในการเจรจาทีพีพีจะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ และทุนยักษ์ใหญ่ของไทยที่พร้อมร่วมทุนกับบริษัทข้ามชาติ ขณะที่ผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย ในหลายอุตสาหกรรมของไทยจะได้รับผลกระทบมหาศาล และอาจไม่สามารถแข่งขันต่อได้ เพราะเกิดการผูกขาดขึ้น”
ขณะที่ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอวอตช์) บอกว่า แม้กระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกทีพีพีจะไม่ง่าย แต่น่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลไทยอาจแก้ไขกฎหมายภายในประเทศบางเรื่อง ให้สอดคล้องกับข้อตกลงของการเจรจาทีพีพี เพื่อเอาใจชาวต่างชาติ หากรัฐบาลดำเนินการลักษณะดังกล่าวจะนำความเสียหายมาสู่กระบวนการคุ้มครองประชาชนและหลายอุตสาหกรรมของไทย
ทั้งนี้ เนื้อหาการเจรจาหนึ่งที่เป็นปัญหา คือ การคุ้มครองการลงทุนให้อำนาจนักธุรกิจต่างชาติสามารถฟ้องล้มนโยบายสาธารณะที่คุ้มครองประชาชน ปัญหาดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแล้วกับหลายประเทศ เช่น เยอรมนี ส่งผลให้รัฐบาลประเทศนั้นๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายหลักพันล้านบาทเพื่อสู้คดี บางกรณียังต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องร้อง ทั้งที่นโยบายดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ
“การเข้ามาเชิญชวนไทยเข้าร่วมทีพีพี ดูเหมือนเป็นเรื่องหวังดี แต่แท้จริงแล้วคือการประสงค์ร้าย แล้วแสวงหาผลกำไรเพื่อประโยชน์ของตัวเอง”
ที่ผ่านมา ภาคประชาสังคมและภาควิชาการใน 12 ประเทศสมาชิกกำลังคัดค้านการเจรจาทีพีพีอยู่เช่นกัน เพราะมีเนื้อหาหลายประการที่ยอมรับไม่ได้ เช่นเรื่องสิทธิบัตรยา และการขยายการผูกขาดข้อมูลทางยาเป็นเวลา 12 ปีด้วย
ปัจจุบันมีเพียงไทย แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพียง 4 ประเทศเท่านั้น ที่เคยทำรายงานวิจัยผลกระทบที่เกี่ยวข้องจากการขยายสิทธิบัตรยา ประเทศอื่นในอาเซียน รวมถึงเวียดนาม มาเลเซีย ซึ่งอยู่ในวงทีพีพีแล้ว ยังไม่เคยจัดทำรายงานดังกล่าว เมื่อทราบผลกระทบที่ตามมาแล้ว ไทยจึงยังไม่ควรร่วมเจรจาทีพีพีหรือแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับทีพีพี
กรรณิการ์ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานได้จ้างสถาบันการศึกษาให้ศึกษาข้อมูลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเจรจาทีพีพีแล้ว แต่บางหน่วยงานได้จ้างสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย ที่อาจได้ประโยชน์หากไทยปฏิบัติตามข้อตกลงของการเจรจาทีพีพี ดังนั้นภาครัฐจึงควรเปิดเผยผลการวิจัยของสถาบันการศึกษาดังกล่าว เพื่อให้แน่ใจได้ว่าการศึกษาดังกล่าวเป็นไปอย่างโปร่งใส
ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมไทยและภาคประชาสังคมในอาเซียน จะเดินหน้าร่วมกันเพื่อคัดค้านข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในแต่ละประเทศ
ส่วน จิราพร ลิ้มปานานนท์ ประธานคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) ย้ำว่า จากการศึกษาเมื่อปี 2553 พบว่าการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้น 5 ปี จะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นอีกปีละ 2.78 หมื่นล้านบาท การผูกขาดข้อมูลทางยาจะทำให้ไทยมีค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นอีกปีละ 8.1 หมื่นล้านบาท
“ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยชุดอื่นเคยลงนามที่ทำให้ไทยเสียหายด้านยามหาศาลมาแล้ว การขยายการผูกขาดข้อมูลทางยาเป็นเวลา 12 ปี จะทำให้เรามีค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นกว่าที่เคยศึกษาเมื่อปี 2553 ทำลายระบบประกันสุขภาพของไทย ซึ่งมีประชากรกว่า 50 ล้านคนอยู่ในระบบ”
ทั้งนี้ ราคายาจะยุติธรรมได้ ต้องมีความโปร่งใส ต้องให้เอกชนต่างชาติเปิดเผยโครงสร้างราคายา รวมถึงระยะเวลาที่ใช้ในการคืนทุนมาให้ครบถ้วน ไม่ใช่ให้เกิดการผูกขาดอย่างไม่เป็นธรรม







