posttoday
การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด (ตอนจบ)

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด (ตอนจบ)

12 สิงหาคม 2558

บทความก่อนผมพูดถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเส้นแนวโน้มรูปแบบ FLAG, PENNANT และ WEDGE บทความนี้เรามาต่อกันที่รูปแบบ DOUBLE TOP และ TRIPLE TOP ทั้งสองรูปแบบเป็นการเคลื่อนไหวที่มีการสร้างจุดสูงสุดอยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยที่ DOUBLE TOP จะเป็นจุดสูงสุด 2 จุด ในขณะที่ TRIPLE TOP จะมีจุดสูงสุด 3 จุด โดยปกติเมื่อราคาหุ้นเมื่อเกิด DOUBLE TOP หรือ TRIPLE TOP แล้ว ถ้ามีการดีดราคาขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนใหญ่จะมีจุดสูงสุดดังกล่าวนั้นเป็นแนวต้าน ทำให้ราคาหุ้นต้องปรับตัวลง ยกเว้นแต่การปรับขึ้นมารอบหลังมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 2 หรือ 3 รอบ

บทความก่อนผมพูดถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเส้นแนวโน้มรูปแบบ FLAG, PENNANT และ WEDGE บทความนี้เรามาต่อกันที่รูปแบบ DOUBLE TOP และ TRIPLE TOP ทั้งสองรูปแบบเป็นการเคลื่อนไหวที่มีการสร้างจุดสูงสุดอยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยที่ DOUBLE TOP จะเป็นจุดสูงสุด 2 จุด ในขณะที่ TRIPLE TOP จะมีจุดสูงสุด 3 จุด โดยปกติเมื่อราคาหุ้นเมื่อเกิด DOUBLE TOP หรือ TRIPLE TOP แล้ว ถ้ามีการดีดราคาขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนใหญ่จะมีจุดสูงสุดดังกล่าวนั้นเป็นแนวต้าน ทำให้ราคาหุ้นต้องปรับตัวลง ยกเว้นแต่การปรับขึ้นมารอบหลังมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 2 หรือ 3 รอบ

กรณี DOUBLE TOP และ TRIPLE TOP ตามลำดับ ก็อาจจะทำให้ราคาหุ้นที่ขึ้นมารอบหลังสามารถตีทะลุขึ้นไปได้ ซึ่งจุดสูงสุดเดิมก็จะกลายเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งในทันที ในทางกลับกัน DOUBLE BOTTOM และ TRIPLE BOTTOM โดยทั้งสองรูปแบบเป็นการเคลื่อนไหวที่มีการสร้างจุดต่ำสุดอยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยที่ DOUBLE BOTTOM จะเป็นจุดต่ำสุด 2 จุด

ในขณะที่ TRIPLE BOTTOM จะมีจุดต่ำสุด 3 จุด โดยปกติราคาหุ้นเมื่อเกิด DOUBLE BOTTOM หรือ TRIPLE BOTTOM แล้ว ถ้ามีการปรับตัวลงมาอีกรอบหนึ่ง ส่วนใหญ่จะมีจุดต่ำสุดดังกล่าวเป็นแนวรับ ทำให้ราคาหุ้นมีการเด้งกลับขึ้นไป เว้นแต่การปรับตัวลงมารอบนี้มีมูลค่าซื้อขายเข้ามาหนาแน่นกว่าเดิมมากๆ โอกาสที่จะทะลุจุดต่ำสุดเดิม สร้างจุดต่ำสุดใหม่ก็จะมีมากขึ้น ซึ่งจุดต่ำสุดเดิมก็จะกลายเป็นแนวต้านที่แข็งแกร่งขึ้นมาทันที เมื่อราคาหุ้นมีการดีดกลับขึ้นมา

รูปแบบต่อมาที่ผมคิดว่านักลงทุนที่ใช้เทคนิคการดูกราฟควรจะทำความเข้าใจ ก็คือ รูปแบบ HEAD&SHOULDER (หัวและไหล่) (H&S) เป็นรูปแบบที่มีการฟอร์มตัวของราคาคล้ายๆ รูปหัวคน และมีไหล่ซ้ายและไหล่ขวา โดยที่ระดับของไหล่ทั้งสองข้างโดยปกติจะอยู่ใกล้เคียงกัน ในขณะที่ส่วนหัวจะมีจุดสูงกว่าจุดสูงของไหล่ทั้งสองข้าง โดยที่เมื่อไรก็ตามที่รูปแบบฟอร์มตัวไหล่ซ้ายและส่วนหัวเสร็จแล้ว กำลังจะฟอร์มตัวเป็นไหล่ขวา เมื่อราคาลงมาทะลุเส้นที่ลากจากส่วนไหล่ซ้าย มาที่ไหล่ขวา ก็จะเป็นสัญญาณขาย ซึ่งรูปแบบนี้ที่จริงก็คือการเปลี่ยนรูปแบบจากเดิม ขาขึ้นกลายเป็นขาลงนั่นเอง ในทำนองกลับกัน รูปแบบ HEAD&SHOULDER BOTTOM ซึ่งเป็นรูปแบบที่ตรงกันข้ามกับ HEAD&SHOULDER คือ เป็นการฟอร์มตัวของราคาคล้ายรูปคน มีไหล่ซ้ายและไหล่ขวา โดยที่ระดับของไหล่ทั้งสองข้างโดยปกติจะอยู่ใกล้เคียงกัน แต่คราวนี้กลายป็นรูปแบบคว่ำ โดยทั้งหัวและไหล่กลับหัวลงไปอยู่ด้านล่าง โดยเมื่อราคาหุ้นมีการฟอร์มตัวเป็นไหล่ซ้าย และส่วนหัวเสร็จแล้ว กำลังจะฟอร์มตัวเป็นไหล่ขวาอยู่ เมื่อราคาทะลุเส้นที่ลากจากส่วนไหล่ซ้าย มาที่ไหล่ขวาขึ้นไปก็จะกลายเป็นสัญญาณซื้อ ซึ่งรูปแบบนี้คือการเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่เป็นขาลงกลายเป็นขาขึ้นนั่นเอง

เรื่องต่อไปที่ท่านควรจะศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวข้องกับเรื่อง GAP คือการที่ราคามีการเปิดช่องว่างของราคาซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งช่วงที่หุ้นมีราคาขึ้น หรือช่วงที่หุ้นมีราคาลงมาก็ตาม เช่น ราคาวันก่อนหน้าของหุ้น DEF มีจุดสูงสุดที่ 3.70 บาท ต่ำสุดที่ 3.30 บาท และมีราคาปิดที่ 3.50 บาท วันถัดมาราคาเปิดกระโดดที่ 4 บาทเลย เนื่องจากมีข่าวดีบางอย่าง ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาตั้งแต่ช่วงเปิดตลาดเช้า แล้วขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 4.50 บาท จะเห็นได้ว่า ราคาต่ำที่สุดของวันล่าสุด กับราคาสูงสุดของวันก่อนมีช่องว่างของราคา นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า GAP ซึ่งปกติ GAP จะเป็นการแสดงถึงความแข็งแรงของทิศทางราคาไม่ว่าจะเป็นทิศทางขาขึ้นหรือลง ส่วนใหญ่เกิดจากการที่มีข่าวดีหรือข่าวร้ายที่เหนือความคาดหมายของนักลงทุนในตลาด โดย GAP มี 3 รูปแบบคือ

1.BREAKAWAY GAP เป็นการสร้าง GAP ชุดแรก ปกติจะเกิดจากการที่ราคาหุ้นทะลุเส้นแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ

2.RUNAWAY GAP เป็น GAP ที่เกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากเกิด BREAKAWAY GAP ไปแล้ว แสดงว่าทิศทางของราคามีความแข็งแกร่งไม่ว่าจะเป็นการขึ้นหรือลงก็ตาม

3.EXHAUSTION GAP เป็น GAP ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากการเกิด GAP 2 ตัวข้างบน ซึ่งเป็น GAP ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายขาขึ้นที่มีการอ่อนกำลังลง ทำให้คาดการณ์ได้ว่า หุ้นกำลังจะมีการเปลี่ยนทิศทางในอีกไม่นาน นั่นคือ ถ้าเดิมเป็นทิศทางขาขึ้น นั่นก็หมายความว่ากำลังจะเปลี่ยนเป็นทิศทางลงแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าเดิมเป็นทิศทางลง นั่นก็หมายความว่ากำลังจะเปลี่ยนเป็นทิศทางขึ้นแล้ว

และแล้วมหากาพย์ของบทความ “การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด” ก็จบลง ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มในหนังสือ “จาก 1 ล้านเป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร” ที่อยากฝากเป็นคู่มือในการลงทุนที่จะสร้างความสำเร็จในการลงทุนของทุกๆ ท่านครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ