posttoday
ค่าต๋งแบก์ เผือกร้อนต้อนรับ ประสาร ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่

ค่าต๋งแบก์ เผือกร้อนต้อนรับ ประสาร ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่

11 กรกฎาคม 2553

ดอกเบี้ยโหดและค่าธรรมเนียมเหี้ยมที่สถาบันการเงินคิดกับลูกค้ากลับมาเป็นประเด็นร้อนตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกครั้ง หลังจาก กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง บอกออกมาดังๆ ว่า จะเชิญธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาหารือเรื่องการกำกับดูแลสถาบันการเงินในการคิดดอกเบี้ยธุรกิจและดอกเบี้ยบัตรเครดิต

สาเหตุที่ทำให้ รมว.คลัง ต้องออกโรงมาเขย่าเรื่องนี้ ก็เพราะเห็นว่าการคิดดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง ซึ่งไม่เป็นธรรมและไม่สะท้อนภาวะดอกเบี้ยในระบบ แต่ ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลกลับไม่มีมาตรการออกมาดูแล ขณะที่สถาบันการเงินมักอ้างว่า มีต้นทุนสูง แต่ก็ยังทำกำไรเป็นกอบเป็นกำจากส่วนต่างดอกเบี้ย ทำให้เรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน

นอกจากนี้ กรณ์ ยังฝากคำถามไปถึงผู้บริหาร ธปท.ว่า เหตุใดจึงปล่อยให้ผู้ประกอบการคิดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงถึง 20% ทั้งๆ ที่อัตราดอกเบี้ยใน ตลาดลดลงกว่าจากช่วงที่มีการกำหนดเพดานไว้ถึง 70% ซึ่งทาง ผู้บริหาร ธปท.รับปากจะไปดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคที่ใช้บัตรเครดิตเดือดร้อน

นับจากนั้นผู้บริหาร ธปท.ก็ดาหน้าออกมาอธิบายความเรื่องนี้กันตลอดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น สรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท.ที่บอกว่า ธปท.พยายามดูแลการคิดดอกเบี้ยให้เป็นธรรมตามกลไกตลาด และต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ดึงลงมาให้อยู่ในกรอบอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ยังเตือนด้วยว่า ถ้าจะควบคุมดอกเบี้ยโดยไม่ดูต้นทุนที่แท้จริง สุดท้ายแล้วคนที่เสียประโยชน์อาจจะเป็นผู้บริโภคก็ได้

ขณะที่ บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากน่าจะลดลงได้อีกตามทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดย ธปท.มีระบบติดตามมาตลอด

เช่นเดียวกับ ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า กำลังปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ เพราะ ธปท.เห็นว่าหลายส่วนควรลดลงตามค่าใช้จ่าย และสำหรับส่วนต่างดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยจ่ายของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับ 2.78% ถือว่าไม่ได้สูงหรือแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในแง่ของการดำเนินงานก็คิดว่าควรจะทำให้ปรับลดลงจากระดับนี้ได้

แต่ในฝั่งของผู้ประกอบการ ออกมาคัดค้านหัวชนฝา ซึ่งออกโรงโดย สุขดี จงมั่นคง ประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา ที่กล่าวว่าผู้ประกอบการคงไม่สามารถปรับลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตได้ตลอดเวลา เนื่องจากต้นทุนการเงินขึ้นกับปัจจัยหลายส่วน

พร้อมกับตัดพ้อต่อว่า “ตอนที่สถานการณ์แย่สถาบันการเงินก็คิดดอกเบี้ยเกินที่กำหนดไม่ได้ แต่พอสถานการณ์ดีก็อยากให้ปรับลด ซึ่งคงไม่ได้ ตอนที่ดีสถาบันการเงินก็ขอถอนทุนบ้าง เพราะที่ผ่านมาก็มีเจ๊งกันบ้างเหมือนกัน”

ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ต่างประเทศคิดค่าธรรมเนียมแพงกว่าไทยมาก บริการทุกอย่างเป็นต้นทุนหมด สำหรับไทยไม่สามารถคิดค่าบริการทุกอย่างได้ โดยจะเห็นได้จากรายได้ค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์ไตรมาสแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 2030% ของรายได้รวม แต่ต่างประเทศอยู่ที่ 50%

เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน เรื่องนี้จึงเป็น “เผือกร้อน” รอให้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่

เพราะแม้กระทั่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังสั่งการบ้านให้ ประสาร เข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างธุรกิจการเงินการคลัง เช่น ปัญหาส่วนต่างดอกเบี้ยที่สูง จนถึงส่งเสริมการแข่งขันด้านบริการของธนาคารพาณิชย์ เช่นเดียวกับ รมว.คลัง ที่บอกว่า ผู้ว่าการ ธปท.ต้องรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความสมดุล จัดการเรื่องดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมธนาคาร

แต่ยังไม่ทันที่จะเข้ารับตำแหน่ง ประสาร แสดงความเห็นออกมาแล้วว่า ประเทศไทยควรวางสถาปัตยกรรมของระบบการเงิน เพื่อช่วยให้มีการปรับลดค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุน หากยังอยู่ในภาวะต่างคนต่างลงทุน แม้ต้นทุนแปรผันจะต่ำ แต่ค่าใช้จ่ายโดยรวมสูง จึงควรรวมการลงทุนบางอย่างเข้าด้วยกัน

“การปรับค่าธรรมเนียมต้อง ดูภาพรวมให้ครอบคลุม เพราะธนาคารมีบริการที่หลากหลาย บริการบางอย่างไม่มีค่าธรรมเนียม เช่น ฝากถอนหน้าเคาน์เตอร์ บางบริการคิดถูกกว่าต้นทุนจริง เช่น เช็ค” ประสาร กล่าว

พร้อมกันนี้ ประสาร ยังฟันธงด้วยว่า เดือน ส.ค.น่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก่อนจะเห็นดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอยู่ที่ 2% ในปลายปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% หรือขึ้นไปท่ี่ 0.75%

ก่อนหน้านี้ ธาริษา ส่งสัญญาณชัดเจนออกมาแล้วว่า ดอกเบี้ยจะขึ้นได้ในปีนี้ โดยที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังเหลือการประชุมในปีนี้อีก 4 ครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าจะให้เป็นภารกิจทิ้งทวนสำหรับผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบัน ก็เหลือเวลาให้ตัดสินอีก 2 ครั้ง คือ การประชุมวันที่ 14 ก.ค. และ 25 ส.ค.

แต่การขึ้นดอกเบี้ยอาจจะไม่ใช่เรื่องกดดัน ธปท.มากนัก เพราะในช่วงปลายสัปดาห์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตได้ถึง 7% และลดเหลือ 4.5% ในปีหน้า

นอกจากนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยทำสถิติปิดปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นสุดในรอบกว่า 2 เดือน โดยดัชนีปิดเมื่อวันศุกร์อยู่ที่ 820.60 จุด เพิ่มขึ้น 2.25% จาก 802.57 จุด สัปดาห์ก่อนหน้า

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน