
สอบทาน"ตลาดข้าว"ทุบราคาร่วงก่อนเปิดประมูล
นับเป็นสถานการณ์ที่น่ากังขาอย่างยิ่งในวงการค้าข้าว เมื่อปรากฏว่าราคาข้าวในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงอย่างต่อเนื่อง...
โดย..ทีมข่าวเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์
นับเป็นสถานการณ์ที่น่ากังขาอย่างยิ่งในวงการค้าข้าว เมื่อปรากฏว่าราคาข้าวในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้งข้อเกตว่า เหตุใดราคาข้าวสารในประเทศจึงลดลงทุกครั้ง ก่อนวันที่กระทรวงพาณิชย์จะเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล
“ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้วราคาข้าวสารในประเทศลดลงต่อเนื่อง โดยผู้ส่งออกลดราคาซื้อจาก 1.25 หมื่นบาท/ตัน เหลือ 1.18 หมื่นบาท/ตัน หรือลดลง 700 บาท/ตัน ขณะที่ราคาข้าวสาร 5% ส่งออก (F.O.B.) ในช่วงสัปดาห์นี้ (3-7 ส.ค.) เฉลี่ยอยู่ที่ 388 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือทอนกลับมาเป็นราคาข้าวสารได้ 1.36 หมื่นบาท/ตัน และก็ช่างบังเอิญว่าราคาข้าวที่ลดลงเป็นช่วงก่อนที่กระทรวงพาณิชย์จะเปิดประมูลข้าวในวันที่ 11 ส.ค. พอดี” แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวให้ข้อมูล
สอดคล้องกับข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่พบว่า ทันทีที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ประกาศเปิดประมูลข้าวครั้งที่ 5/2558 ปริมาณ 6.68 แสนตัน เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ราคาข้าวขาว 5% ส่งออก (F.O.B.) ลดลงเหลือ 388 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2558 ที่ราคาอยู่ที่ 399 เหรียญสหรัฐ/ตัน ลดลงต่อเนื่องจาก วันที่ 20 ก.ค. 2558 ที่ราคาข้าวอยู่ที่ระดับ 404 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาข้าวขาว 5% ลดลงเหลือ 1.19 หมื่นบาท/ตัน จากก่อนหน้านี้ที่ราคาไต่สู่ระดับสูงสุดที่ 1.3 หมื่นบาท/ตัน มีสาเหตุจากผู้ประกอบการโรงสีขายข้าว
ที่เก็บในสต๊อกออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ภัยแล้งได้คลี่คลายลงแล้ว เพราะฝนตกที่ตกมากขึ้นทำให้คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวจะเสียหายน้อยกว่าที่มีการคาดไว้
“การเปิดประมูลข้าวในวันที่ 10-11 ส.ค.นี้ คาดว่าเอกชนน่าจะเสนอซื้อข้าวสต๊อกรัฐบาลในราคาใกล้เคียงกับการประมูลรอบก่อนคือ ข้าวขาว 5% ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1 หมื่นบาท/ตัน เพราะข้าวใหม่ราคาลดลงเหลือ 1.19 หมื่นบาท/ตัน ขณะที่แนวโน้มราคาข้าวคงไม่สูงไปกว่านี้มากนัก เพราะสถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลาย ประกอบกับราคาข้าวขาวส่งออกของเวียดนามอยู่ที่ 335-340 เหรียญสหรัฐ/ตัน ห่างจากข้าวไทยที่ส่งออกอยู่ที่ 390 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ราคาข้าวหอมมะลิราคาน่าจะยังดีอยู่ เพราะตลาดมีความต้องการ” ชูเกียรติ กล่าว
ในขณะที่ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตอกย้ำข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ประเมินว่าจะมีพื้นที่ปลูกข้าวในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเสียหาย 1.4 ล้านไร่ จากพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวทั้งหมด 4.9 ล้านไร่ แต่ฝนที่ตกลงมาก่อนหน้านี้ ทำให้คาดว่าพื้นที่ปลูกข้าวจะเสียหายเพียง 2 แสนไร่
แต่กระนั้นวงการค้าข้าวได้ประเมินว่าหลังการประมูลข้าวครั้งนี้เสร็จสิ้นลง ราคาข้าวในตลาดจะปรับเพิ่มขึ้นเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วหลังการเปิดประมูลครั้งที่ 3/2558 และครั้งที่ 4/2558 แต่ปัจจัยที่นำมาเล่นกับตลาดจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วมที่ทำให้ผลผลิตข้าว เสียหาย โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเมียนมา ที่ทำให้เมียนมาต้องระงับการส่งออกข้าวไปจนถึงกลางเดือน ก.ย.นี้
“ราคาข้าวในประเทศถูกกำหนดภายใต้กลไกอะไรก็ไม่รู้ อยากขึ้นก็ขึ้น อยากลงก็ลง โดยมี 3 เสือส่งออก คือ นครหลวงค้าข้าว ไทยฟ้า และเอเชียโกเด้นไรซ์ เป็นผู้เล่นหลัก ส่วนอีก 2 เสือ คือ ไชยพรค้าข้าว และพงษ์ลาภ ตอนนี้บทบาทลดลง เพราะมีปัญหาด้านการเงินและการผลัดเปลี่ยนเอารุ่นลูกมาบริหาร” แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการโรงสีข้าวกล่าว
นั่นเพราะหากย้อนไปในช่วงการประมูลข้าวครั้งที่ 3/2558 วันที่ 15-16 มิ.ย. 2558 ราคาข้าวถูกทุบร่วงลงจาก 1.15 หมื่นบาท/ตัน เหลือ 1.12 หมื่นบาท/ตัน ในช่วงที่มีการประมูล แต่ทันทีที่การประมูลจบลงราคาข้าวเพิ่มขึ้น เป็น 1.2 หมื่นบาท/ตัน ทั้งๆ ที่ในช่วงต้นเดือน มิ.ย. สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤตแล้ว และกรมชลประทานออกประกาศเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2558 เลื่อนการทำนาปีปีการผลิต 2558/2559 เป็นหลังสิ้นเดือน ก.ค.
เช่นเดียวกับการเปิดประมูลข้าวครั้งที่ 4/2558 วันที่ 6-7 ก.ค. 2558 ราคาข้าวถูกกดไว้ที่ 1.2 หมื่นบาท/ตัน แต่เมื่อการประมูลเสร็จสิ้นลงราคาเพิ่มขึ้นเป็น 1.25 หมื่นบาท/ตัน มีเหตุปัจจัยจากภัยแล้ง แต่แล้วราคาข้าวกลับมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องและลดลงสู่ระดับ 1.18 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในช่วงก่อนเปิดประมูลข้าว 5/2558 ในวันที่ 10-11 ส.ค.นี้ จากปัจจัยสถานการณ์ภัยแล้งที่คลี่คลาย ในขณะที่ราคาข้าวเปลือกในประเทศกลับทรงตัวอยู่ที่ระดับ 8,500-8,600 บาท/ตัน มาแล้วเกือบ 1 เดือน
หากจะสรุปว่ามีกระบวนการทุบราคาก่อนเปิดประมูลข้าวสารอาจฟันธงไม่ได้ 100% แต่ที่แน่ๆ ย่อมส่งราคาเปิดประมูลข้าวในสัปดาห์หน้า และมีส่วนต่างกำไรนับร้อยล้านบาทเลยทีเดียว







