posttoday
แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี

แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี

06 สิงหาคม 2558

เราประเมินโอกาสได้ผลตอบแทนการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี โดยพิจารณาจาก 5 ปัจจัย ได้แก่

เราประเมินโอกาสได้ผลตอบแทนการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี โดยพิจารณาจาก 5 ปัจจัย ได้แก่

1.Momentum โดยใช้ข้อมูลความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เพื่อประเมินความสนใจของนักลงทุนต่อตลาดหุ้นต่างๆ

โดยตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ ตลาดหุ้นยุโรป (STOXX600 +4%, DAX +4.8%) ซึ่งฟื้นตัวขึ้นหลังการเจรจาระหว่างกรีซและเจ้าหนี้คืบหน้า และตลาดหุ้นอินเดีย (+5.1%) ซึ่งฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลางเดือน มิ.ย. หลังจากปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 5 เดือนแรกของปี ส่วนตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงแรงจากการเทขายของนักลงทุน

2.พื้นฐานเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจซึ่งมีการสำรวจเป็นรายเดือน

โดยดัชนีภาคการผลิตยังชี้ว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (สหรัฐ ญี่ปุ่น อังกฤษ และยุโรป) ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี ในขณะที่เศรษฐกิจเกิดใหม่ (EM) เช่น ละตินอเมริกา เกาหลี และไต้หวัน มีแนวโน้มชะลอตัวลง (PMI ต่ำกว่า 50 จุด แสดงถึงการหดตัวของภาคการผลิต)

3.Valuation ของตลาด ซึ่งประเมินจากข้อมูล P/E และ P/BV ของดัชนี ทั้งข้อมูลตัวเลขปัจจุบัน และข้อมูลเปรียบเทียบกับระดับการซื้อขายในอดีต

ข้อมูล Valuation โดยรวมให้ภาพสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป ซื้อขายกันที่ Valuation ค่อนข้างแพง (+1.8 - 2 S.D.) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ตลาด EM ซื้อขายกันที่ระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของระดับการซื้อขายในอดีต (MSCI EM+0.2 S.D., HSCEI -0.8 S.D., TWSE -0.5 S.D.) สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่สดใสนัก ส่วนในญี่ปุ่น ระดับ Valuation ดูน่าสนใจที่สุด เนื่องจากตลาดหุ้นยังซื้อขายกันที่ P/E ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต (+0.2 S.D.) ในขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง

 4.ผลกำไร ซึ่งพิจารณาจาก 2 ด้าน ได้แก่ คาดการณ์การเติบโตของผลกำไรในปีปัจจุบันและการปรับประมาณการผลกำไรของนักวิเคราะห์

โดยตลาดหุ้นที่มีคาดการณ์การเติบโตของผลกำไรโดดเด่นสุดในปีนี้ ได้แก่ ตลาดหุ้นเกาหลี (+20.6%) ญี่ปุ่น (+15.5%) ไต้หวัน (+10.8%) และเยอรมนี (+10.1%) แต่ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ทำให้นักวิเคราะห์ปรับประมาณการผลกำไรในเกาหลี และไต้หวันลดลงในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมนี นักวิเคราะห์มีการปรับเพิ่มประมาณการผลกำไรขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้เรามองว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมนี ยังมีความน่าสนใจกว่าในแง่นี้

5.ความสามารถในการทำกำไร ซึ่งพิจารณาจากผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE)

ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐเป็นตลาดที่มี ROE สูงสุด (15.2%) ตามมาด้วยตลาดหุ้นเยอรมนี (11.4%) และญี่ปุ่น (9.8%) โดย ROE ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อจากนี้ เนื่องจากนโยบายปฏิรูปธรรมาภิบาลของรัฐบาล ซึ่งสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนนำเงินสดไปลงทุน หรือจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอัตราส่วน ROE ในอนาคต ส่วนในตลาดเกิดใหม่ ตลาดหุ้นอินเดีย (16.1%) ไต้หวัน (15.2%) และจีน (14.9%) เป็นตลาดที่มี ROE สูงสุด

โดยเมื่อวิเคราะห์จากปัจจัย 5 ด้านดังที่กล่าวมา เราสรุปเป็นคำแนะนำการลงทุนได้ดังนี้

lคงคำแนะนำ Overweight ในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เยอรมนี จีน และอินเดีย เนื่องจาก Valuation ซึ่งดูน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจและผลกำไร และผลบวกจากความคืบหน้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจในจีนและอินเดีย ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อ Valuation ของตลาดหุ้นในอนาคต

lคงคำแนะนำ Underweight ในตลาดหุ้นไทย สหรัฐ อังกฤษ และละตินอเมริกา เนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวของผลกำไรที่ไม่ชัดเจน และยังมีความเสี่ยงว่าจะถูกนักวิเคราะห์ปรับลดลง ประกอบกับ Valuation ที่ยังแพงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ