
เชียร์หุ้น‘จีน-ญี่ปุ่น-เยอรมนี’
บลจ.ทิสโก้ มองครึ่งปีหลังหุ้นจีน ญี่ปุ่น และเยอรมนียังแจ๋ว หุ้นไทยอัพไซด์ 10%
บลจ.ทิสโก้ มองครึ่งปีหลังหุ้นจีน ญี่ปุ่น และเยอรมนียังแจ๋ว หุ้นไทยอัพไซด์ 10%
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนในครึ่งหลังของ
ปี 2558 ทิสโก้ยังให้น้ำหนักกับการกระจายลงทุนไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากมองว่าจะสร้างผลตอบแทนมากกว่าลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ยังได้รับปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยตลาดที่แนะนำ คือ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมนี
“หากเทียบในแง่มูลค่าจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี ตลาดหุ้นต่างประเทศมีอัพไซด์มากกว่าและความเสี่ยงก็ต่ำกว่า โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมนีมีอัพไซด์ประมาณ 15-20% ตลาดหุ้นจีนอัพไซด์ 20% ขึ้นไป ขณะที่หุ้นไทยอัพไซด์ประมาณ 10% เท่านั้น” นายคมศร กล่าว
สำหรับตลาดหุ้นจีน โดยเฉพาะ H-Shares ราคาปรับตัวลดลงมามากจนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (พี/บีวี) อยู่ที่ 1 เท่า ใกล้กับวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2551 จึงเป็นระดับที่น่าสนใจและไม่เชื่อว่าจะเกิด
ฟองสบู่ ซึ่งการปรับตัวลงแรงของตลาดหุ้นจีนนั้นไม่น่าจะกระทบกำลังซื้อ เพราะบัญชีซื้อขายหุ้นในจีนคิดเป็นเพียง 4% เมื่อเทียบกับประชากรจีน 1,340 ล้านคน อีกทั้งเชื่อว่าจีนจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในครึ่งปีหลัง
ด้านตลาดหุ้นเยอรมนีและญี่ปุ่น คาดว่าบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่สูง โดยบริษัทส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากสกุลเงินที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
นายคมศร กล่าวว่า ในส่วนของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประเมินว่าจะปรับขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ในช่วงเดือน ก.ย. หรือ ธ.ค. เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวจึงไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ย 0% ต่อไป และคาดว่าผลกระทบจะไม่รุนแรง เนื่องจากเงินเฟ้อต่ำจากราคาน้ำมันที่ลดลงและเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า
สำหรับตลาดหุ้นไทย ทิสโก้ยังคงเป้าดัชนีปีนี้ที่ระดับ 1,600 จุด เนื่องจากเชื่อว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นจากการลงทุนของภาครัฐ และมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยยังคงประมาณการจีดีพีปีนี้ที่ 3% แต่ในแง่ของการลงทุนแม้มูลค่าหุ้นอยู่ระดับที่น่าสนใจ แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังมีโอกาสถูกปรับลดประมาณการลงได้อีก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและพลังงาน จึงกดดัชนีและมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะทรงตัวตลอดปี
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า บริษัทยังคงแนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุนไปยังหลายสินทรัพย์ นอกจากตลาดหุ้นต่างประเทศแล้ว กองทุนหุ้นไทยที่แนะนำ คือ กองทุนเปิดทิสโก้ Mid/Small Cap อิควิตี้ ที่เน้นหุ้นขนาดกลางและเล็ก สามารถทำผลตอบแทนได้ดีเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ โดย 7 เดือนแรกผลตอบแทน 5.78% ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยติดลบเกือบ 4%
อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนระยะยาว มองว่าเป็นจังหวะในการทยอยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
สำหรับแผนการออกกองทุนในครึ่งปีหลังเน้นออกกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนใช้ในการกระจายการลงทุน
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ของบริษัทในครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.6 แสนล้านบาท โดยเติบโตจากกองทุนรวม ซึ่งกองทุนต่างประเทศยังขยายตัว ทริกเกอร์ฟันด์ยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง จึงมั่นใจปีนี้เติบโต 12% ตามเป้า







