
ครึ่งปียอดขอบีโอไอเกือบ2แสนล.
ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรกมีจำนวน 623 โครงการ มูลค่า 1.92 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภคกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท โดยญี่ปุ่นยังเป็นแชมป์ลงทุนในไทย
ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนครึ่งปีแรกมีจำนวน 623 โครงการ มูลค่า 1.92 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภคกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท โดยญี่ปุ่นยังเป็นแชมป์ลงทุนในไทย
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาวะการลงทุนในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.2553) มีโครงการลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 632 โครงการ เพิ่มขึ้น 46.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน ซึ่งมีจำนวน 432 โครงการ ส่วนมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.92 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีมูลค่า 1.79 แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพการเป็นแหล่งลงทุนของประเทศไทย
จำนวนโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 มีอัตราเฉลี่ยเดือนละ 105 โครงการ ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยรายเดือนของปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ 72 โครงการต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค.เป็นต้นมา ยังไม่ส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่อการลงทุนในระยะนี้
ทั้งนี้ สถิติการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมด โดยกลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภคยื่นขอรับส่งเสริมมากที่สุด มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 8.5 หมื่นล้านบาท มีโครงการที่สำคัญ ได้แก่โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เชื้อเพลิงชีวมวล พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์
อันดับที่สองคือ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ เซรามิกส์ และโลหะขั้นมูลฐาน มีมูลค่าลงทุนรวม 2.64 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าจากปีก่อน เพราะมีโครงการลงทุนผลิตเหล็กรีดร้อน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท อันดับสามคือ อุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2.32 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่ กิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และยางรถยนต์ รวม 20 โครงการ
อันดับสี่อุตสาหกรรมเกษตร มีมูลค่าการลงทุนรวม 2.28 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% มีโครงการลงทุนที่สำคัญได้แก่ กิจการผลิตน้ำมันพืช กิจการผลิตอาหารสัตว์ และกิจการอบพืชไซโล ส่วนอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษและพลาสติก อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมเบา ก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีมูลค่าเงินลงทุน 16,600 ล้านบาท 13,700 ล้านบาท และ 4,700 ล้านบาท ตามลำดับ
"จากกิจกรรมชักจูงการลงทุนและติดตามนักลงทุนอย่างใกล้ชิด นักลงทุนรายเดิมยังมีแผนที่จะขยายการลงทุนในไทย รวมทั้งรายใหม่ที่ยังไม่เคยมีการลงทุนคาดว่าจะมีโครงการยื่นขอส่งเสริมในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีมูลค่าเงินลงทุนอีกประมาณ 9 หมื่นล้านบาท” นางอรรชกากล่าว
**สำหรับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งปีนี้ มีจำนวน 375 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 9.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 4.99 หมื่นล้านบาท โดยปัจจัยหลักมาจากการที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และนักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นในประเทศไทย
**ทั้งนี้ นักลงทุนจากญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุด 150 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 3.86 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเกือบ 2 เท่า โดยโครงการขนาดใหญ่จากญี่ปุ่นได้แก่ กิจการผลิตชิ้นส่วนฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ และกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รองลงมาคือการลงทุนจากสเปน มีมูลค่า 2.2 หมื่นล้านบาท อันดับสามคือสิงคโปร์ มีมูลค่าเงินลงทุน 8,299 ล้านบาท ตามด้วยการลงทุนจากจีน มีมูลค่าเงินลงทุน 6,980 ล้านบาท







