posttoday

การอายัดหุ้นในระหว่างสอบสวนทำได้หรือไม่

06 สิงหาคม 2558

ปัจจุบันมีข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับอำนาจของพนักงานสอบสวนว่ามีอำนาจมากน้อยเพียงใด ทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้ ในระหว่างการดำเนินคดีอาญา เช่น กรณีการถึงแก่ความตายของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง เสี่ยบริษัทรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้าน มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการโอนหุ้นไปยังผู้หญิง 2 คน โดยเอกสารมีการแก้ไขเนื้อหาในสาระสำคัญจากโอนเพื่อจำนองเป็นโอนเพื่อจำหน่าย และมีการแก้ไขวันที่ จากวันที่ 5 เป็นวันที่ 8 มิ.ย. 2558 จนเป็นที่มาของการอายัดหุ้นของพนักงานสอบสวน

ปัจจุบันมีข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับอำนาจของพนักงานสอบสวนว่ามีอำนาจมากน้อยเพียงใด ทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้ ในระหว่างการดำเนินคดีอาญา เช่น กรณีการถึงแก่ความตายของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง เสี่ยบริษัทรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้าน มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการโอนหุ้นไปยังผู้หญิง 2 คน โดยเอกสารมีการแก้ไขเนื้อหาในสาระสำคัญจากโอนเพื่อจำนองเป็นโอนเพื่อจำหน่าย และมีการแก้ไขวันที่ จากวันที่ 5 เป็นวันที่ 8 มิ.ย. 2558 จนเป็นที่มาของการอายัดหุ้นของพนักงานสอบสวน

หลายท่านสอบถามทนายคลายทุกข์ว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจอายัดหุ้นในคดีนี้หรือไม่ ตอบได้ทันทีว่ามีอำนาจอายัดหุ้น ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 85 และมาตรา 132 แต่การอายัดหรือยึดไว้จะต้องเป็นประโยชน์ในการที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานอันจำเป็นในการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด (อ้างอิง ฎ.2311/2543) หรือเป็นหลักฐานสำคัญแห่งองค์ประกอบความผิดที่จะทำให้ทราบข้อเท็จจริง ตลอดจนพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาและเพื่อที่จะรู้ตัวผู้กระทำความผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิด (อ้างอิง ฎ.2922/2528) พนักงานสอบสวนมีอำนาจกระทำได้ แต่ถ้าเป็นการยึดไว้โดยไม่สุจริตเกินเวลาอันสมควร ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้อื่น (อ้างอิง ฎ.837/2486) คำว่าหลักฐาน มีความหมายรวมถึง พยานเอกสารด้วย หากผู้ที่ถูกอายัดหุ้นในคดีนี้ต้องการถอนการอายัด ก็ต้องร้องต่อพนักงานสอบสวนว่า หุ้นไม่ใช่พยานหลักฐานที่จำเป็นในการดำเนินคดีและขอให้ปล่อยทรัพย์ หากไม่ดำเนินการก็มีสิทธิไปร้องต่อศาลต่อไป ตามกฎหมายพนักงานสอบสวนมีสิทธิยึดอายัดทรัพย์สินไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็จะคืนให้แก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่น ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าคืนช้า หุ้นของคุณชูวงษ์ ราคาตกลงทุกวัน ผู้ถูกอายัดหุ้นก็อาจได้รับความเสียหายได้นะครับ

ตัวอย่างคดีเกี่ยวกับการยึดอายัดทรัพย์สินในระหว่างสอบสวน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13537/2553

จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจกล่าวโทษได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2 (8) 17, 18, 125 และ 127 และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดตาม ป.วิ.อ.มาตรา 121, 130 และ 131 ซึ่งลักษณะความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินที่กล่าวหา บัญชีเงินฝากของโจทก์ย่อมเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างหนึ่งที่อาจพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามที่กล่าวหาได้ จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ.มาตรา 85 วรรคสาม และ 132 อันเป็นการดำเนินการทางอาญาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินตามอำนาจหน้าที่ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ

การดำเนินคดีส่วนแพ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการธุรกรรม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายในขณะนั้นไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการให้อำนาจตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร โดยค้าน้ำมันเถื่อนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) อันเป็นความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับการ กองตำรวจน้ำมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจจับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนย่อมมีอำนาจสืบสวนและรายงานข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่โดยตรง เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าธุรกรรมใดของโจทก์เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวได้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 36

เมื่อจำเลยที่ 3 ได้ทำการสืบสวน กล่าวโทษและรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมของโจทก์มีพยานหลักฐานอ้างจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แสดงลำดับการดำเนินการมาสนับสนุนได้ชัดเจนถึงเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและโจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้หรือควรรู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นความเท็จหรือโจทก์มิได้กระทำความผิด หรือเป็นการแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น หรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 157, 172, 173 และ 174

(ที่มาย่อฎีกาโดย http://deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/search.jsp)

ข่าวล่าสุด

LIVE ดูบอลสด ถ่ายทอดสด เชลซี พบ ลีดส์ ฟุตบอลเอฟเอคัพ วันนี้ 26 เม.ย.69