
รถไฟฟ้า ‘ตกราง’ อุปสรรคกลางทางเพียบ
ในขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบ 2558 เพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐในยามที่เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะฝืดเคือง
ในขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบ 2558 เพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐในยามที่เศรษฐกิจในประเทศอยู่ในภาวะฝืดเคือง
การขับเคลื่อนการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในการส่งเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาท
แต่ปรากฏว่าความคืบหน้าในการลงทุนรถไฟฟ้าบางเส้นทางยังคงเป็นแผนที่อยู่ในกระดาษ
พีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ระบุว่า แม้ว่าบอร์ด รฟม.จะมีมติเห็นชอบปรับรูปแบบลงทุนรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 3.12 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง 3.16 หมื่นล้านบาท จากรูปแบบ PPP Gross Cost เป็น PPP Net Cost คือ ให้รัฐลงทุนค่าก่อสร้าง ลงทุนงานระบบรถไฟฟ้า จัดหาขบวนรถ บริหารเดินรถและซ่อมบำรุง และแบ่งรายได้ให้ รฟม.ไปแล้วก่อนหน้านี้
แต่จะต้องเสนอโครงการให้คณะกรรมการร่วมทุนฯ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ซึ่งหาก ครม.อนุมัติ ก็จะต้องดำเนินตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 โดย รฟม.คาดว่าจะเปิดประมูลทั้งสองโครงการและเริ่มก่อสร้างได้เร็วสุดก็ปี 2560
เช่นเดียวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ส่วนต่อขยายเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) วงเงิน 1.03 แสนล้านบาท ที่บอร์ด รฟม.อนุมัติแล้ว จะต้องเสนอกระทรวงคมนาคมและ ครม. คาดว่าการก่อสร้างจะเริ่มได้ในปี 2560 เช่นกัน ซึ่งในขณะนี้ รฟม.อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และเสนอของบค่าเวนคืนที่ดินจากสำนักงบประมาณ 1.68 หมื่นล้านบาท และเสนอให้กระทรวงการคลังจัดหาแหล่งเงินกู้ลงทุนก่อสร้างงานโยธา 8.71 หมื่นล้านบาท
สำหรับโครงการรถไฟฟ้าที่น่าจะสร้างความหนักใจให้ รฟม.มากที่สุดในขณะนี้ คือ การจัดหาเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค หลังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ด สศช.) มีมติให้ใช้วิธี “เปิดประมูล” จากเดิมที่คณะกรรมการมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนมีมติให้ “เจรจาตรง” กับบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) ซึ่งต้องใช้เวลาคัดเลือกเอกชนมาเดินรถ 3-4 ปี ในขณะที่การก่อสร้างงานโยธาจะเสร็จปี 2561
“กระทรวงคมนาคมได้สั่งให้ รฟม.จัดทำกรอบเวลา ว่างานโยธากับงานเดินรถจะเหลื่อมกันมากน้อยเพียงใด ผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น และเสนอให้กระทรวงพิจารณาภายในสัปดาห์นี้” พีระยุทธ กล่าว
ขณะที่ สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่า งานโยธารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายจะแล้วเสร็จปี 2561 แต่เมื่อบอร์ด สศช.เห็นควรให้เปิดประมูลคัดเลือกเอกชนมาเดินรถ ทำให้กระบวนการคัดเลือกต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกประมาณครึ่งปี
อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมพยายามหาวิธีที่จะทำให้การก่อสร้างงานโยธาและการจัดหาเอกชนมาเดินรถเดินไปพร้อมๆ กัน
พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการ รฟม. ระบุว่า บอร์ด รฟม.ได้รับทราบมติ สศช.แล้ว และบอร์ดมีมติว่าควรจะเร่งดำเนินการคัดเลือกเอกชนและเซ็นสัญญาให้ได้ภายในกลางปี 2559 เพื่อลดการเหลื่อมเวลาระหว่างงานโยธากับงานเดินรถ
“การเจรจาเดินรถกับเอกชนรายเดิมยังช่วยประหยัดเงินลงทุนงานระบบ ห้องควบคุม ศูนย์ซ่อมบำรุง 9,000 ล้านบาท และขณะนี้ รฟม.ยังไม่สรุปว่าจะใช้วิธีประมูลหรือเจรจาตรง โดยยังยืนยันที่จะให้มีการเดินรถแบบต่อเนื่องเหมือนเดิม” พล.อ.ยอดยุทธ ระบุ
ส่วนความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว 2 ช่วง คือ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่ผ่านมาคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) เห็นชอบในหลักการให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินรถไฟฟ้าสีเขียว และขณะนี้ กทม.ได้ยินยอมจะรับภาระการลงทุนงานโยธาแล้ว ส่วนการเจรจาจัดหาเอกชนมาเดินรถ เป็นเรื่องที่ กทม.ต้องไปเจรจากับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เอง โดยสายสีเขียวช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จะเปิดให้บริการได้ในปี 2560 ส่วนสายสีเขียวหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จะเปิดให้บริการประมาณปี 2563
ดังนั้น ในขณะนี้จึงมีเพียงรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ที่งานโยธาเสร็จแล้วทั้ง 100% ส่วนจะเปิดอย่างเป็นทางการได้ทันวันที่ 12 ส.ค. 2559 หรือไม่ ยังต้องติดตามกันต่อ







