posttoday
เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ไทยพร้อมหรือไม่

เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ไทยพร้อมหรือไม่

05 สิงหาคม 2558

แน่ชัดแล้วว่า ภายในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1-2 ครั้ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินครั้งใหญ่ หลังดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายมานานถึง 6 ปี ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ใกล้ 0% และรวมทั้งออกมาตรการ QE 1-3

แน่ชัดแล้วว่า ภายในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1-2 ครั้ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินครั้งใหญ่ หลังดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายมานานถึง 6 ปี ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ใกล้ 0% และรวมทั้งออกมาตรการ QE 1-3

สัญญาณดังกล่าวได้สร้างความหวั่นวิตกไปทั่วตลาดเงินและตลาดทุนของโลก จนผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟต้องเตือนให้ FED คำนึงถึงผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ด้วย ทั้งยังแนะนำให้ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน เพื่อให้เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างชัดเจนมากกว่านี้

การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้นสำคัญไฉน และส่งผลกระทบต่อกลุ่ม EM อย่างไร

หลังผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 FED ยึดมั่นดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ด้วยการกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำ และเพิ่มสภาพคล่องในตลาดการเงินผ่านการทำ QE ทำให้นักลงทุนทั่วโลกจำเป็นต้องแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ในการลงทุนเพื่อช่วยเพิ่มผลตอบแทน

หนึ่งในทางเลือกดังกล่าวนั้น คือ การลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่ขณะนั้นมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ โดยไอเอ็มเอฟประเมินว่าในช่วงปี 2009-2013 ซึ่งเป็นช่วงที่ FED เดินหน้านโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศ EM กว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งในรูปของการลงทุนตรงในภาคธุรกิจจริง (FDI) และการลงทุนในตลาดหุ้นกับตลาดตราสารหนี้   

อย่างไรก็ตาม Ben Bernanke อดีตประธาน FED เคยปรารภเมื่อกลางปี 2013 ว่าจะชะลอมาตรการ QE (Taper Tantrum) จนก่อให้เกิดความหวาดหวั่นว่าอาจจะนำไปสู่วิกฤตรอบใหม่ในกลุ่มประเทศ EM นักลงทุนต่างประเทศจึงใช้เป็นจังหวะเทขายเพื่อรับรู้กำไร จนเกิดกระแสเงินไหลออกจากกลุ่มประเทศ EM อย่างรุนแรง ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนในทุกประเภทสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศ EM ลดฮวบมาอยู่ที่ -8% ถึง -12%

ด้วยเหตุนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะทำให้กระแสเงินไหลออกจากกลุ่มประเทศ EM ซ้ำรอยช่วง Taper Tantrum ได้เช่นกัน

ประเทศไทยพร้อมรับมือที่ FED จะขื้นอัตราดอกเบี้ยแล้วหรือยัง

ในช่วง Taper Tantrum ประเทศไทยได้รับผลกระทบเฉกเช่นประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม EM โดยเกิดกระแสเงินไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยรวมเกือบ 1.5 แสนล้านบาท ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค. 2013 เนื่องมาจากปัญหาขาดดุลงบประมาณและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของเราเอง หรือที่เรียกว่า Twin Deficit (ซึ่งเป็นข้อมูลที่นักลงทุนนิยมใช้บ่งชี้ระดับความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศของกลุ่มประเทศ EM) ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น จนตัดสินใจเทขายเงินลงทุนเพื่อถอยออกจากตลาดทุนไทย

อย่างไรก็ตาม พื้นฐานการเงินการคลังของประเทศไทยในปัจจุบันยังเป็นไปในด้านบวก โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลไตรมาสละ 8,000 ล้านดอลลาร์ ในตลอด 2 ไตรมาสหลังสุด คิดเป็น 3.5% ของจีดีพี ในขณะที่ช่วง Taper Tantrum เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 5.1% เลยทีเดียว และในวันนี้เรายังมีหนี้สาธารณะที่ไม่ถึง 50% ของจีดีพี โดยเป็นเงินกู้ยืมระยะยาวในสกุลเงินบาทเป็นส่วนใหญ่ และเรายังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 1.5-1.6 แสนล้านดอลลาร์

จึงกล่าวได้ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยในช่วงนี้มีศักยภาพที่จะรับมือกับความผันผวนของกระแสเงินทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้สัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ก็ค่อนข้างต่ำหากเทียบกับช่วงเกิด Taper Tantrum และยังต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอีกด้วย ผลกระทบจากเงินทุนไหลออกจึงจะไม่มากนัก อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าเพื่อนบ้าน

ดังนั้น แม้การจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ในอนาคตอาจทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศบ้าง ตามการปรับสัดส่วนการลงทุนโดยธรรมชาติ แต่จะไม่ไหลออกอย่างรุนแรงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วง Taper Tantrum  เนื่องจาก 1) ตลาดรับรู้ข่าวสารไปแล้วในระดับหนึ่ง แตกต่างจากช่วง Taper Tantrum ที่เกินความคาดหมายของตลาด 2) มีสัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างต่ำ และ 3) พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69