
ได้ฤกษ์อุ้มเกษตรกร ของบ1.2หมื่นล้าน
ในที่สุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ฤกษ์เสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง โดยใช้งบประมาณรวมกันกว่า 1.21 หมื่นล้านบาท
ในที่สุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ฤกษ์เสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง โดยใช้งบประมาณรวมกันกว่า 1.21 หมื่นล้านบาท
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 4 ส.ค. 2558 นี้ กระทรวงมหาดไทยจะเสนอโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนจากงบกลาง วงเงิน 6,520 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ใน 6,740 โครงการ โดยคาดว่าจะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 2.18 ล้านครัวเรือน กลุ่มเกษตรกร 12,515 กลุ่ม
อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขว่าโครงการทั้งหมดจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจะต้องทำให้ครัวเรือนเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ยากจนและแรงงานมีรายได้เพิ่มตลอดฤดูการผลิต 2558 ที่ประสบภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
โครงการที่จะขอสนับสนุนงบประมาณมี 9 ด้าน ประกอบด้วย 1.โครงการด้านการพัฒนาอาชีพ (โอท็อป) 2.ด้านการผลิตพืช 3.ด้านปศุสัตว์ 4.ด้านประมง 5.ด้านเศรษฐกิจพอเพียง 6.ด้านปัจจัยการผลิตทางการเกษตร 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร 9.ด้านสาธารณูปโภค
ขณะที่ นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะรายงานให้ ครม.รับทราบถึงความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรเพื่อใช้งบประมาณ 5,600 ล้านบาทไปดำเนินการ โดยโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือ การรักษาที่ดินของเกษตรกรที่ติดหนี้นอกระบบ โดยให้เงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน (กชก.) 600 ล้านบาท เงินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 5,000 ล้านบาท ไปซื้อหนี้เกษตรกรและเข้ากระบวนการผ่อนชำระกับกองทุนฟื้นฟูฯ
อย่างไรก็ตาม เงินกองทุนฟื้นฟูฯ นั้นสามารถใช้ได้ในปีนี้ 2,000 ล้านบาท ที่เป็นเงินงบประมาณรายปีและอีก 3,000 ล้านบาท ต้องขออนุมัติจาก ครม. เพื่อนำออกมาใช้ เนื่องจากสำนักงบประมาณได้แขวนไว้
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จะเสนอร่าง พ.ร.บ.รายได้เกษตรให้ ครม.พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ จะกันวงเงินงบประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้านภาคเกษตรมาใช้สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกร เมื่อประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยจะมีคณะกรรมการกำหนดรายได้เกษตรกรที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน







