
ทยอยสะสม หุ้นพื้นฐานดี
โดย...จิตรา อมรธรรม
โดย...จิตรา อมรธรรม
เราเชื่อว่า Downside ของตลาดหุ้นอยู่ในระดับต่ำแล้ว บนสมมติฐานที่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังยังไม่ฟื้นตัว เราคาด EPS Growth ของตลาดในปี 2558 ขยายตัว 20-22% ถ้าอิง PE 15 เท่า SET Index ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 1,378-1,392 จุด ซึ่งต่ำกว่าดัชนีระดับปัจจุบันไม่มากนัก ทั้งนี้เราไม่ได้ให้น้ำหนักกับ 6 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐมากนัก เพราะส่วนใหญ่ไม่ใช่มาตรการใหม่ แต่หากรัฐทำได้ตามเป้าอาจสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในประเทศและโดยเฉพาะต่างประเทศ ซึ่งขายหุ้นไทยไปเกือบ 3 แสนล้านบาท ในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา ให้เริ่มเข้ามาสะสมหุ้นไทยบ้าง
ทั้งนี้ เรายังคาดหวังกับการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าโดยมีการลงทุนภาครัฐเป็นหัวหอก จึงเชื่อว่าพัฒนาการของดัชนีตลาดน่าจะดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่ระดับดัชนีปัจจุบันจึงน่าทยอยซื้อในลักษณะลงทุนโดยคาดหวังการฟื้นตัวในปีหน้า แต่สำหรับการลงทุนในเดือน ส.ค. เราเลือกหุ้นที่กระแสเงินสดแข็งแกร่ง พื้นฐานธุรกิจทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจขาลง และราคาหุ้นผ่านการปรับฐานแล้ว ได้แก่ ADVANC, BEAUTY, CENTEL, QH, RS
Downside ของตลาดต่ำที่ระดับ 1,400 จุดน่าสะสม
หลังจากที่ฝ่ายวิเคราะห์เราทบทวนประมาณการหุ้นกลุ่มต่างๆ แล้วพบว่า EPS Growth ของตลาดในปี 2558 จะขยายตัว 22% เป็น 93 บาท/หุ้น ลดลงจากเดิมที่คาดโต 28% ประมาณการของเราต่ำกว่า Bloomberg Consensus ที่คาดว่าจะโต 26% เป็น 96 บาท และประมาณการของเราอยู่บนพื้นฐานที่มองว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะทรงตัวอยู่ในระดับนี้ โดยไม่ได้ให้น้ำหนักกับทั้งการลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมถึงการส่งออกที่มองว่าน่าจะติดลบ 4-5% ซึ่งถือว่าน่าจะ Conservative เพียงพอ ซึ่งถ้าประเมินด้วย PE 15 เท่า SET Index สิ้นปีนี้ควรอยู่ที่ 1,392 จุด
ในขณะที่ในปี 2559 เราคาด EPS Growth ของตลาดขยายตัวได้ในระดับ 16% (EPS = 108 บาท) บนสมมติฐานการฟื้นตัวของการลงทุนภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และถ้าประเมินด้วย PE 15 เท่า SET Index สิ้นปี 2559 ควรอยู่ที่ 1,626 จุด
แม้ว่ายังมีโอกาสที่ประมาณการในปีนี้จะถูกปรับลงอีกจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (HANA) กลุ่มเกษตรและอาหาร (GFPT, TUF) กลุ่ม ICT (TRUE) กลุ่มการแพทย์ (BDMS) ทำให้ประมาณการของเรามี Downside อีก 2-3% โดย EPS Growth อาจเติบโตลดลงเหลือ 20.8% ซึ่งถ้าอิง PE 15 เท่า SET Index สิ้นปีนี้จะเหลือ 1,378 จุด จะเห็นว่าที่ระดับดัชนีปัจจุบันสะท้อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและผลประกอบการที่แย่ในปีนี้ไปมากจนเหลือ Downside อีกไม่มากนัก แม้ว่าทิศทางของ SET Index อาจยังไม่ใช่ขาขึ้น (จนกว่าจะเริ่มเห็นเศรษฐกิจมีพัฒนาการดีขึ้น) แต่เป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจขาลง กระแสเงินแข็งแกร่ง หนี้น้อย และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เช่น ADVANC, ASK, QH, INTUCH, THNAI, TVO, TRUEIF เป็นต้น
ราคาหุ้นแบงก์สะท้อน NPL แล้ว ลงทุนยาวได้ แต่ไม่มีประเด็นให้เก็งกำไรสั้นๆ
จากผลประกอบการครึ่งปีแรกของกลุ่มธนาคาร แสดงให้เห็นถึงคุณภาพหนี้ที่ด้อยลงสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ NPL และภาระการตั้งสำรองเพิ่มสูงขึ้น ภาวะดังกล่าวจะยังมีต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่สิ่งที่เราสบายใจขึ้นคือการเพิ่มขึ้นของ NPL ใหม่เริ่มชะลอ ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของธนาคารในการเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อใหม่ และความพยายามเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งหลายธนาคารทำได้ดี เราคาดว่าผลประกอบการของธนาคารใน 3Q58 จะลดลง Q-Q เพราะถูกกระทบทั้งจากการตั้งสำรองที่สูงขึ้น และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่แคบลงอย่างชัดเจน โดยรวมทั้งปี 2558 เราคาดกำไรของกลุ่มธนาคารจะลดลง 4% โดยเป็นการลดลงของธนาคารขนาดใหญ่เฉลี่ย 6-7%
ขณะที่ธนาคารขนาดเล็ก (TISCO, TCAP, KKP) คาดกำไรจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 6% จากการตั้งสำรองที่ลดลงจากปีก่อน (ธนาคารขนาดเล็กเหล่านี้ผ่านจุดที่แย่ที่สุดในแง่ NPL ไปแล้วในปีก่อน) ข้อดีคือราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับลงแรงสะท้อนความผิดหวังไปแล้ว ปัจจุบันซื้อขายที่ PBV เฉลี่ย 1.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.4 เท่า และต่ำกว่าภูมิภาค การทยอยซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวโดยมองการฟื้นตัวในปีหน้า น่าจะเหมาะสมกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น เพราะผลประกอบการ 3Q58 ที่ยังกดดันอยู่







