
เครื่องดื่มชูกำลังจากอเมซอน ธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
หลังจากได้ใช้เวลาช่วงปิดภาคเรียนไปกับการทดลองอยู่อาศัยกับชาว “ชิพิโบ” ในป่าอเมซอนไทเลอร์ เกจ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ในสหรัฐ ก็พบกับหนทางในการสร้างธุรกิจจากความรู้เรื่องสมุนไพร และเป็นหนทางสำหรับการอนุรักษ์ป่าฝน ที่ได้เรียนรู้ระหว่างช่วงปิดเทอม
การเข้าไปใช้ชีวิตในป่าอเมซอน ทำให้เกจค้นพบกับพืชชนิดหนึ่งชื่อ “กัวยูซา” โดยใบของพืชชนิดนี้ให้กาเฟอีนในปริมาณที่สูงพอๆ กับกาแฟ แต่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงเทียบได้กับใบชา เกจจึงคิดค้นสูตรในการนำสมุนไพรชนิดดังกล่าวมาผสมกับในชาและเครื่องดื่มชูกำลังอื่นๆ กลายเป็นเครื่องดื่มชนิดใหม่ภายใต้ชื่อ รูน่า
“ครอบครัวชิพิโบดีกับผมมากเลยครับ ทั้งความซับซ้อนด้านภาษา มรดกทางวัฒนธรรมอัตลักษณ์ และสภาพแวดล้อมล้วนแล้วแต่น่าตื่นตาตื่นใจ พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีซูเปอร์มาร์เก็ตเลย ป่าเป็นทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตและเป็นทั้งร้านขายยาสำหรับพวกเขา ผมเลยใช้เวลาดังกล่าวไปกับการเรียนรู้เรื่องสมุทรไพร” เกจ กล่าว
เจ้าของธุรกิจรูน่าเลือกจะนำเสนอเครื่องดื่มจากกัวยูซาในรูปแบบเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นสำหรับวัยผจญภัย บรรจุอยู่ในกระป๋องอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับเครื่องดื่มยอดนิยมทั่วไป ตกแต่งด้วยกราฟฟิกเรียบง่ายบนพื้นสีขาวสะดุดตา
นอกจากนี้ เกจยังเข้าใจดีถึงความยากในการทำให้ลูกค้าลองซื้อเครื่องดื่มใหม่ชนิดนี้ในครั้งแรก จึงได้คิดค้นแคมเปญให้ลูกค้าสามารถนำเครื่องดื่มชนิดนี้ไปลองได้ฟรีถึง 1 เดือน
โดยอาศัยวิธีการเล่นเกมผ่านโซเชียลมีเดียให้ชาวเน็ตอธิบายสิ่งที่สามารถทำให้กระปรี้กระเปร่าได้อย่างเต็มที่ใน 10 คำ พร้อมติด แฮชแท็ก #FULLYALIVE และท้าเพื่อนต่อไปเรื่อยๆ
นอกจากลูกค้าจะได้ร่วมสนุกแล้ว ยังเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มชนิดใหม่ไปในตัวอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม รูน่าไม่ได้เข้าไปสูบทรัพยากรจากป่าฝนอเมซอนแม้แต่น้อย เนื่องจากเกจมีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนท้องถิ่น และรู้ว่าการก่อตั้งธุรกิจควรจะมีจุดหมายในการพัฒนาความเป็นอยู่ของ
ชุมชนในอเมซอนเช่นกัน
“ชีวิตพวกเขาลำบากจริงๆ ครับ พวกเขาอยู่บนที่ของเขาต่อไป ใช้ภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง แต่มันก็เป็นเรื่องยากจริงๆ ครับ เพราะพวกเขาอยู่ในโลกสมัยใหม่ที่ให้คุณค่ากับเงิน และพวกเขาก็ต้องใช้เงินสำหรับส่งลูกไปโรงเรียนเสียด้วย” เกจ ระบุ
ดังนั้น เป้าหมายของรูน่าจึงไม่ใช่การสร้างกำไรสูงสุดให้แก่องค์กร หากแต่เป็นการเปิดโอกาสในชุมชนในป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ มีโอกาสสร้างรายได้จากที่ดินของตนเอง และขณะเดียวกันก็สามารถรักษาสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน
ด้วยหลักคิดเช่นนี้นี่เอง แทนที่จะเข้าไปกอบโกยทรัพยากรในป่าอเมซอนอย่างรวดเร็ว รูน่ากลายเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านสามารถขายใบกัวยูซาที่มีมากมายได้ ซึ่งหมายความว่า ชาวชิพิโบจะมีรายได้สำหรับซื้อของที่ต้องการแต่ก็สามารถรักษาขนบธรรมเนียมและวิถีปฏิบัติแบบเดิมๆ ไว้ได้
ทั้งนี้ ทั้งเกจและ แดน แมคคอมบี หุ้นส่วนของรูน่า ไม่เคยผ่านประสบการณ์ในการทำธุรกิจทั้งคู่ อย่างไรก็ตามทั้งสองกลับเชื่อว่าการขาดประสบการณ์ในการทำธุรกิจถือเป็นจุดแข็ง เพราะทำให้สามารถใช้ไอเดียสร้างสรรค์ธุรกิจได้เต็มที่
แน่นอนว่าการทำธุรกิจโดยมีจุดมุ่งหมายที่สังคมสามารถทำกำไรได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโมเดลธุรกิจแบบนี้ไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้องทางธุรกิจเสมอไป
ทว่า สำหรับรูน่า เกจได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถบรรลุทั้งเป้าหมายทางธุรกิจและเป้าหมายทางสังคมได้พร้อมกัน แม้ไม่เคยผ่านประสบการณ์ทางธุรกิจมาก่อนก็ตาม







