posttoday
จับตาผลประกอบการ-ประชุมกนง.

จับตาผลประกอบการ-ประชุมกนง.

03 สิงหาคม 2558

สรุปภาพตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา : หลังโดนกดดันจากตัวเลขการส่งออกเดือน มิ.ย. ที่แย่กว่าคาด โดยลดลงถึง 7.87% และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน มิ.ย. ที่หดตัวลง 8% แย่สุดในรอบ 15 เดือน ที่ทำให้ดัชนี SET Index ปรับลดลงกว่า 30 จุด ในเวลา 3 วันทำการ ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นหลังได้รับปัจจัยบวกจากจิตวิทยาตลาดหุ้นโลกที่ดีขึ้นหลังผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคต่างๆ ออกมาดี และปัจจัยในประเทศจากการที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ 6 มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจต่อ ครม. ในวันที่ 4 ส.ค. คิดเป็นเม็ดเงินราว 5 แสนล้านบาท (คาดเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2558 ได้ราว 3.5 แสนล้านบาท)

สรุปภาพตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา : หลังโดนกดดันจากตัวเลขการส่งออกเดือน มิ.ย. ที่แย่กว่าคาด โดยลดลงถึง 7.87% และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน มิ.ย. ที่หดตัวลง 8% แย่สุดในรอบ 15 เดือน ที่ทำให้ดัชนี SET Index ปรับลดลงกว่า 30 จุด ในเวลา 3 วันทำการ ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นหลังได้รับปัจจัยบวกจากจิตวิทยาตลาดหุ้นโลกที่ดีขึ้นหลังผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคต่างๆ ออกมาดี และปัจจัยในประเทศจากการที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ 6 มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจต่อ ครม. ในวันที่ 4 ส.ค. คิดเป็นเม็ดเงินราว 5 แสนล้านบาท (คาดเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2558 ได้ราว 3.5 แสนล้านบาท)

ผลกระทบจากเงินบาทอ่อนค่าต่ออุตสาหกรรมต่างๆ : แนวโน้มการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของค่าเงินสหรัฐ ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า รวมถึงมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เริ่มมองว่าการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลาเช่นนี้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้อัตราดอกเบี้ย ทำให้ธนาคารกสิกรไทยปรับคาดการณ์ค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2558 เป็น 35.25 บาท/เหรียญสหรัฐ (จาก 34.50) และ ณ สิ้นปี 2559 เป็น 36 บาท/เหรียญสหรัฐ (จาก 34.75)

ทั้งนี้ เราประเมินเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะหนุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เกษตร และอาหาร จากการมีรายได้เป็นสกุลต่างประเทศ ขณะที่เป็นผลลบต่อผู้นำเข้าอย่างกลุ่มสายการบิน เหล็ก และพลังงานทดแทน ซึ่งมีสัดส่วนนำเข้าเป็นต้นทุนที่สูง หรือมีหนี้ต่างประเทศมาก คาดผลกระทบจำกัดต่อกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง พลังงานและปิโตรเคมี เนื่องจากมีโครงสร้างรายได้และต้นทุนเป็นเงินบาท ขณะที่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี มีสมดุลการป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติที่ดี จากการจับคู่รายได้และต้นทุนที่อยู่ในสกุลเงินต่างชาติ

โฟกัสหุ้นที่มีแนวโน้มจ่ายปันผลระหว่างกาลสูง : คาดหุ้นที่มีปันผลสูงจะช่วยรองรับความผันผวนของตลาดในระยะสั้น โดยจากการศึกษาของเราก็แสดงให้เห็นว่า BCP, INTUCH และ ADVANC คือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด (Best play) ด้วยอัตราผลตอบแทนจากการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 2.59-3.21% และทั้งปีที่มากกว่า 5% สำหรับกลุ่มที่มีผลตอบแทนรองลงมา (Second Tier) ประกอบด้วย SPALI, EGCO และ LPN ซึ่งคาดว่าจะมีผลตอบแทนระหว่างกาลที่มากกว่า 2% หุ้นส่วนใหญ่นี้มีคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น Best Play ของเรานั้นก็มี Upside ต่อมูลค่าพื้นฐานในระดับ 8% ขึ้นไป ขณะที่กลุ่ม Second Tier มี Upside มากกว่า 19% ทั้งนี้มีเพียง LH ที่แนะนำเพียง “ถือ” คาดปันผลระหว่างกาลสูง 2.62%

แนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุน : คาดปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้น้ำหนักในสัปดาห์นี้ คือการประกาศผลประกอบการ และการประชุม กนง. ในวันที่ 5 ส.ค. ซึ่งเราประเมินว่า กนง.มีแนวโน้ม “คงอัตราดอกเบี้ย” และใช้เครื่องมือด้านการคลังและอัตราแลกเปลี่ยน แทนกลไกการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่มีต่อธนาคารพาณิชย์ และทำให้หุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสผลักดันดัชนีต่อ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเสี่ยงจากการปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนหลังผลประกอบการไตรมาส 2/2558 ทำให้การฟื้นตัวยังน่าจะจำกัดเพียง 1,450 จุด ในเชิงกลยุทธ์การปรับขึ้น จึงเป็นโอกาสขายทำกำไรสำหรับผู้ลงทุนระยะสั้น และปรับเพิ่มการถือเงินสดเพื่อรับมือความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงต่อไป

หุ้นเด่น : SCC, ADVANC, AAV, CPN, TUF, CFRESH, BCP

หุ้นเก็งกำไรทางเทคนิค : BANPU, TTA, KTB, CPALL (นักลงทุนควรตั้ง Stop loss หากหุ้นลง 3-5%)

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ