posttoday
BH เปิดหัวใจสำคัญ กำไรงามทุกปี

BH เปิดหัวใจสำคัญ กำไรงามทุกปี

03 สิงหาคม 2558

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) มีผลดำเนินงานโดดเด่นในธุรกิจโรงพยาบาลและเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างชัดเจน เป็นเพราะเหตุผลใด???

“สมศักดิ์ วิวัฒนสินชัย” ผู้อำนวยการด้านการเงิน BH ให้สัมภาษณ์ว่า เราใช้กลยุทธ์เดิม หัวใจสำคัญคือมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพ ทำให้คนไข้ไว้ใจสูงสุด สามารถทำกำไรได้ดีแม้บางปีรายได้จะลดลงก็ตาม ในไตรมาสแรกปี 2558 อัตรากำไรสุทธิทำได้ 21.86% เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่ 17.16% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม เราไม่มีวิธีการบริหารจัดการอะไรเป็นพิเศษ ปัจจัยหลักมาจากบริหารจัดการที่ดีในการดูแลคนไข้และควบคุมต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ บริษัทมีการประหยัดต่อขนาด เพราะมีลักษณะเป็นโรงพยาบาลเดี่ยว รวมถึงความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้น จำนวนคนไข้ที่เข้ามารักษามากขึ้น

นอกจากนั้นระบบการรักษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังมีความหลากหลาย ปกติระดับการรักษาของระบบโรงพยาบาลทั่วไปจะมี 3 ระดับ คือ ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นตติยภูมิ สามารถทำการรักษาได้ทุกโรค ทุกแขนงวิชา อีกยังมีบริการรักษาโรคโดยแพทย์เฉพาะทาง (Specialty) และยังแยกย่อยโรคเฉพาะทางลึกลงไปอีกหรือ Sub-Specialty ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนแพทย์ประจำรวมกับพาร์ตไทม์รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,200 คน

“คนไข้ส่วนใหญ่จะเป็นโรคหรือป่วยลักษณะที่มีความรุนแรงทำให้รายได้ของโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นด้วย”

นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยสามารถวินิจฉัยโรคให้การรักษาคนไข้ได้ตามเทคโนโลยี เช่น มีศูนย์รักษาโรคเฉพาะทางดูแลโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (EP Lab) มาตรฐานเดียวกับของสหรัฐ ทำให้โครงสร้างต้นทุนแตกต่างจากโรงพยาบาลแห่งอื่นๆ สะท้อนมายังค่ารักษาที่จะสูงกว่าโรงพยาบาลอื่นๆ ส่วนการปรับขึ้นค่ารักษาในแต่ละปี บริษัทพิจารณาตามตัวเงินเฟ้อ ปีนี้ประมาณการว่าจะเติบโต 3-5%

สำหรับแนวโน้มการเติบโตในอนาคต สมศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทตั้งงบลงทุนในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2558-2562 จะใช้เงินรวมประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท และรายได้จะเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 10-15% สอดคล้องกับจำนวนคนไข้ที่จะเพิ่มขึ้น ส่วนในแต่ละปีจะทำได้เท่าไรขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ในอดีตแม้บางปีรายได้อาจลดลงแต่บริษัทยังสามารถทำกำไรได้ดีเกิดจากการบริหารจัดการภายใน ควบคุมต้นทุน ให้เหมาะสอดคล้องกับรายได้

ทั้งนี้ แผนการลงทุนมี 2 โครงการหลัก คือ สร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งที่ 2 บริเวณถนนเพชรบุรี ขนาดประมาณ 200 เตียง จะเริ่มก่อสร้างในเดือน พ.ย. 2558 และโครงการสุขุมวิท ซอย 1 เพื่อเป็นอาคารจอดรถยนต์ รวมถึงร่วมลงทุนกับพันธมิตรจัดตั้งศูนย์วินิจฉัยโรคในเมียนมา พร้อมใช้ซื้อเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ตกปีละ 400-500 ล้านบาท 

สาเหตุที่ต้องสร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งที่ 2 เพื่อรองรับการเติบโตของคนไข้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า และจะมีหลายแผนกถูกย้ายจากโรงพยาบาลแห่งที่ 1 ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเตียงรวม 513 เตียง ไปแห่งที่ 2 อาทิ แผนกแม่และเด็ก คลินิกผู้ป่วยนอก (OPD) เพื่อให้โรงพยาบาลแห่งที่ 1 เตรียมไว้รองรับ แผนกที่เติบโตสูง อาทิ มะเร็ง หัวใจ การผ่าตัด และแผนกรักษาโรคเฉพาะทางต่างๆ

สำหรับแผนการลงทุนสร้างโรงพยาบาลเต็มรูปแบบในต่างประเทศอื่นๆ ไม่มีการกำหนดคุณสมบัติของประเทศที่จะเข้าไปลงทุนไว้ชัดเจน ขึ้นกับโอกาสทางธุรกิจ จังหวะ และความเป็นไปได้ทางธุรกิจเป็นหลักจึงเปิดกว้างทุกประเทศ รวมถึงพันธมิตรที่จะเข้ามาเจรจาเสนอเงื่อนไข ขณะนี้เริ่มมีผู้เข้ามาเจรจากับบริษัท รวมถึงผู้บริหารของ BH มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศจึงเห็นโอกาสทางธุรกิจด้วย

บริษัทมีความพร้อมมากเรื่องแหล่งเงินลงทุน ปัจจุบันมีสถานะเงินสดสุทธิต่อเนื่องนับจากปี 2556 โดยสิ้นไตรมาสแรก ปี 2558 บริษัทมีเงินสดภายในประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท เงินสดส่วนเกินได้นำไปบริหารจัดการโดยการลงทุน แบ่งเป็นทั้งระยะสั้นถึงยาว หลักๆ จะลงทุนในตราสารหนี้เป็นที่พักเงินเพื่อเตรียมการลงทุน

ในช่วงการจัดทำแผนธุรกิจ จะตั้งเคพีไอของฝ่ายต่างๆ แล้วติดตามเป็นรายเดือน หากส่วนงานใดหรือกิจกรรมใดไม่เป็นไปตามเคพีไอที่ตั้งไว้ ต้องมีการประชุมทบทวนปรับปรุงแก้ไขแผนนั้นๆ ก่อนจะเกิดปัญหา ส่งผลให้เราควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามงบประมาณ สร้างรายได้ และทำอัตรากำไรสุทธิให้ได้สูงสุด เพื่อมีกำไรได้ตามแผนไว้ สะท้อนมูลค่าหุ้น”

ล่าสุด หุ้น BH ได้รับเลือกเข้าคำนวณดัชนี FTSE SET Large Cap มีผลตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย. 2558 เป็นครั้งแรก เพราะมีคุณสมบัติครบ อาทิ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ สะท้อนจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ในปี 2557 ในช่วงที่มีปัญหาการเมืองภายในแต่ยังสามารถทำผลการดำเนินงานออกมาได้ดีอยู่ ขณะที่ในไตรมาสแรก ปี 2558 มีกำไรสุทธิ 975 ล้านบาท เติบโตถึง 52.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 639 ล้านบาท ส่วนรายได้ก็เติบโต 21% มาอยู่ที่ 4,458 ล้านบาท

“การเติบโตของทั้งกำไรและรายได้สะท้อนไปยังราคาหุ้นทำให้มาร์เก็ตแคปปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งการเติบโตมาจากสิ่งที่บริษัทยึดถือมาตลอดในการดำเนินธุรกิจคือคุณภาพในการรักษา มีมาตรฐานในการรักษาที่ได้รับการรับรองจากระดับนานาชาติ หรือ JCI เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในเอเชีย ถือเป็นคู่มือที่รับประกันคุณภาพของโรงพยาบาล”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ