
ต้องบอกความจริง ไม่บอกไม่มีใครรู้ ไม่รู้เขาก็ไม่ให้เงินกู้
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร [email protected]
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร [email protected]
วันนี้ผมขอเสนอเรื่องของเครดิตบูโร ที่ผมได้มีโอกาสไปออกรายการตอบคำถามทางสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง แล้วก็มีกรณีคำถามที่ถามมาในรายการทางโทรศัพท์ จึงขอนำเรื่องดังกล่าวมาเผยแพร่ดังนี้ครับ
คำถาม : ดิฉันทำสัญญากู้เงินกับธนาคารของรัฐแห่งหนึ่ง มีโฉนดบ้านพร้อมที่ดินค้ำประกันเงินกู้ โดยมีญาติเป็นผู้กู้หลัก ดิฉันเป็นผู้กู้ร่วม ต่อมาญาติท่านนั้นมีปัญหาในการผ่อนชำระ ธนาคารฟ้องร้องและต้องขึ้นศาล ต่อมาคดีจบโดยญาติท่านนั้นตกลงผ่อนชำระตามที่ธนาคารเสนอ และขณะนี้ผ่อนชำระเป็นปกติมาประมาณ 1 ปี หรือ 12 งวดแล้ว ตัวของดิฉันมีเงินเดือนประจำ 4 หมื่นบาท มีบัตรเครดิตและสินเชื่ออื่นๆ ที่เป็นของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับญาติ มีการชำระตรงเวลาตลอด ปัญหาคือดิฉันยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินอีกแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ เจ้าหน้าที่บอกว่าเนื่องจากดิฉันมีปัญหาถูกฟ้องร้องเรื่องบ้าน และอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย อยากถามเครดิตบูโรว่าเมื่อถูกสถาบันการเงินปฏิเสธแบบนี้ ดิฉันควรจะทำอะไรและจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
คำตอบ : เครดิตบูโรชี้แจงว่า
1.กรณีที่ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมผิดนัดชำระ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องได้จากผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วม ทั้งสองฝ่ายคนใดคนหนึ่งหรือร่วมกันให้ชดใช้ แม้ว่าหลังโฉนดที่ดินที่นำไปค้ำประกันเงินกู้จะไม่มีชื่อคนที่กู้ร่วม แต่เมื่อไปทำสัญญากู้โดยเป็นผู้กู้ร่วมแล้ว ต้องถือว่าเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินด้วย ต้องร่วมทุกข์ ร่วมรับผิด ร่วมกันจ่ายหากผู้กู้หลักผิดนัดชำระหนี้ เพราะตอนไปกู้ร่วมนั้นสมัครใจไม่มีใครบังคับ เมื่อผิดนัดชำระจนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลแล้ว สถาบันการเงินเจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องลูกหนี้ทุกคนที่ทำสัญญาไว้กับเขา อันนี้เป็นข้อเท็จจริง
2.ในส่วนของข้อมูลเครดิตหรือรายงานเครดิตบูโรของลูกหนี้ที่กู้ร่วมนั้น ในหัวข้อบัญชีกู้บ้านดังกล่าวตรงที่มุมขวาบนของรายงานจะแสดงข้อความว่าบัญชีนี้กู้ร่วม และในช่วงระยะเวลาที่ว่ากันในศาล รายงานจะแสดงสถานะบัญชีว่า "อยู่ระหว่างดำเนินการทางกฎหมาย" หลังจากเจรจาและมีคำพิพากษาออกมาประกอบกับผู้กู้หลักผ่อนชำระค่างวดปกติในช่วง 12 เดือน ข้อมูลเครดิตในบัญชีนี้จะแสดงสถานะว่า "บัญชีปกติ" เพราะไม่มีการค้างชำระ ทำได้ตามที่ตกลงกัน ผ่อนครบผ่อนตรงมาตลอด อันนี้เป็นข้อเท็จจริงเช่นกัน
3.เครดิตบูโรแนะว่าให้ไปตรวจข้อมูลเครดิตบูโรก่อนที่จะขอกู้ที่ใหม่ โดยไปที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารธนชาต สาขาใดก็ได้ ไปที่เคาน์เตอร์บอกว่ามาขอตรวจเครดิตบูโร เมื่อเขียนคำขอกับชำระค่าธรรมเนียมแล้วภายในไม่เกิน 7 วัน จะได้รับรายงานเครดิตบูโร จากนั้นให้ตรวจสอบความถูกต้องทุกบัญชี ซึ่งพอไปดูบัญชีสินเชื่อบ้านนั้นก็จะเห็นข้อมูลตามข้อ 2 แต่บัญชีอื่นๆ ไม่มีประวัติในอดีตระบุว่ามีการค้างชำระหนี้ อันนี้เป็นข้อแนะนำที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
4.ต่อไปคือการเตรียมตัว เตรียมคำตอบ และเตรียมใจให้พร้อมก่อนไปขอกู้กับธนาคารแห่งไหนๆ ที่ไม่ใช่ที่เดิมที่กู้ร่วมสินเชื่อบ้าน ต้องสำรวจตัวเองว่ามีรายได้เท่าไหร่ ภาระหนี้ต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ กรณีนี้มีรายได้ 4 หมื่นบาท ก็ควรมีภาระหนี้เดิมที่ชำระอยู่ไม่เกิน 1.6 หมื่นบาท และควรแสดงเงินออม เงินฝากที่ตนเองมีอยู่ เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง และอธิบายให้ธนาคารที่ขอกู้ทราบเรื่องปัญหาการค้างชำระและเรื่องที่ถูกฟ้องในอดีตว่าเกิดขึ้นเพราะคนอื่น เกิดขึ้นเพราะอะไร ญาตินั้นคือใคร เพื่อให้ธนาคารเชื่อว่าตัวเราไม่มีปัญหา ดูได้จากรายงานเครดิตบูโรที่เราไปตรวจสอบมาไปแสดงประกอบ ตรงนี้สำคัญมาก อย่าให้ธนาคารเข้าใจผิด การอธิบายให้ธนาคารทราบเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างยิ่ง เพราะธนาคารไม่รู้เลยว่าตัวผู้กู้ร่วมที่มาขอกู้กับเขานั้นเป็นคนก่อปัญหาหรือไม่ ใครเป็นคนก่อปัญหา
5.สุดท้ายการจบปัญหาของผู้กู้หลักและจ่ายชำระได้มาเป็นปีเป็นเรื่องดี เพราะจบกันได้สวยไม่ลุกลาม แต่ส่วนคนที่กู้ร่วมต้องอธิบายกับธนาคาร ต้องไม่อาย ไม่กลัวที่จะบอกความจริง เพราะธนาคารไม่ทราบที่มาที่ไปของปัญหา เขาดูตามเอกสาร อย่าให้เขาเข้าใจผิดไปเอง เราเป็นอย่างไรต้องให้ถูกต้อง ได้เงินกู้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเกณฑ์กับความจริง การอธิบายให้ธนาคารรู้จักตัวตนของเราเป็นเรื่องที่ควรทำที่สุดและต้องทำ
เครดิตบูโรเอาใจช่วยครับ







