posttoday
มาร์เก็ตติ้งบนกูเกิล ใช้งบเหมาะกับแบรนด์

มาร์เก็ตติ้งบนกูเกิล ใช้งบเหมาะกับแบรนด์

31 กรกฎาคม 2558

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์

สำหรับผู้บริโภคคนไทยแล้วเสิร์ชเอนจิ้นอย่าง “กูเกิล” ยังเป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงตัวสินค้าและบริการได้ แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องมือการตลาดออนไลน์หลากหลายขึ้น แต่กูเกิลก็ยังเปรียบเหมือนถนนสายหลักในการพาผู้บริโภคไปถึงสินค้าและบริการแบรนด์นั้นๆ ทำให้บรรดาเจ้าของสินค้าชั้นนำยังคงใช้กูเกิลเป็นเครื่องมือการตลาดออนไลน์อันดับต้นๆ ในการโฆษณาแบรนด์ของตัวเอง ทั้งในเชิงการซื้อโฆษณา ซื้อคีย์เวิร์ด ซื้อผลวิจัยของกูเกิลหรือหากลยุทธ์ในการเขียนเว็บไซต์ที่จะทำให้ผู้บริโภคหาแบรนด์ของตัวเองเจอได้ง่าย เมื่อต้องการค้นหาสินค้าหรือบริการนั้นๆ

พรทิพย์ กองชุน อดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทย ได้เล่าถึงกลยุทธ์ในการทำตลาดว่า แม้ปัจจุบันจะมีสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ช่วยทำให้เจ้าของแบรนด์เจอกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นแล้ว แต่เว็บไซต์ก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่เจ้าของแบรนด์ที่จะทำการตลาดออนไลน์ควรมี เปรียบเหมือนเป็นหน้าบ้านของตัวเอง ส่วนเครื่องมืออื่นๆ เป็นตัวเสริมที่จะเชื่อมโยงกลุ่มเป้าหมายให้มาเจอกับสินค้าหรือบริการนั้นๆ

เว็บไซต์เป็นพื้นที่ที่ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการได้ละเอียดมากกว่าสื่อออนไลน์รูปแบบอื่นๆ และยังออกแบบให้มีระบบซื้อขาย สั่งจองได้ดีกว่าสื่อออนไลน์รูปแบบอื่นๆ ด้วย ซึ่งเจ้าของแบรนด์อาจจะใช้เว็บไซต์เป็นเหมือนหน้าร้านที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและบริการ หลังจากนั้นก็มาเลือกใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ประเภทต่างๆ ให้เหมาะกับสินค้าหรือบริการหรือแบรนด์ของตัวเอง

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการทำตลาดออนไลน์ นั่นคือ “เสิร์ชเอนจิ้น มาร์เก็ตติ้ง” แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1.ผลการค้นหาปกติ และส่วนที่ 2.โฆษณาบนกูเกิล ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

หลายคนจะนิยมตั้งคำถามว่า อยากอยู่หน้าแรกของกูเกิล ยิ่งเป็นอันดับต้นๆ ต้องทำอย่างไร

ส่วนที่ 1.) “ผลการค้นหาปกติ” โดยหลักการของกูเกิล เมื่อมีผู้ค้นหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยการพิมพ์ “คำค้น” หรือ “คีย์เวิร์ด” ลงไป กูเกิลก็จะวิ่งไปหาเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเหล่านั้นแล้วกรองมา หลังจากนั้นจะดึงมาแสดงผล ซึ่งหลายเว็บไซต์จะถอดรหัสการดึงของกูเกิลเพื่อฝังคำที่คาดว่าจะมีคนคีย์ในเว็บไซต์ของตัวเองให้กูเกิลดึงไปแสดงผล เช่น ฝังคำที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ หรือแบรนด์ของตัวเองลงในเว็บไซต์ หรือภาษาเว็บเรียกกันว่า OSE (Optimize Search Engine)

กูเกิลจะมีระบบการจัดอันดับ 0-10 ให้กับเว็บไซต์เหล่านั้นกับคำค้นนั้นๆ ซึ่งถ้าคำค้นตรงกับเว็บไซต์ใดที่มีคะแนนการจัดอันดับสูง ก็มีโอกาสปรากฏตัวเป็นอันดับต้นๆ บนหน้าแสดงผลของกูเกิล

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีคำค้นยอดนิยมในเว็บไซต์ของตัวเองมากเกินไปและในความเป็นจริงแล้วไม่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการหรือแบรนด์ของตัวเอง หรือที่เรียกกันว่าเขียนเว็บไซต์ “หลอกกูเกิล” ระบบของกูเกิลที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะรู้ อาจทำให้คะแนนการจัดอันดับลดลง หรือเว็บที่มีป๊อปอัพเยอะๆ กูเกิลจะอ่านไม่ออก คะแนนจะต่ำ

สำหรับส่วนที่ 2 การทำโฆษณา ระบบของกูเกิลออกแบบมาให้ทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถทดลองเข้าไปดูได้ที่ adwords.google.com เข้าไปสมัครโฆษณาในกูเกิล ซึ่งการโฆษณาบนกูเกิลก็มีหลายรูปแบบ ทั้งซื้อโฆษณาด้านขวามือหรือจะซื้อคำค้น โดยในส่วนของคำค้นหา เวลามีคนค้นหาด้วยคำเฉพาะนั้น สินค้านั้นๆ จะขึ้นเป็นอันดับต้นๆ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาจะคิดเป็น “ต่อคลิก” คือ ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาคลิก เท่ากับเสียค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายแต่ละคำแตกต่างตามความนิยม โดยจะใช้วิธีประมูลเริ่มต้นที่ 1 เหรียญสหรัฐ ราคาจะขึ้นตามที่แข่งกัน โดยค่าประมูลเป็นหนึ่งในปัจจัย แต่จะดูองค์ประกอบอื่นด้วย เช่น โฮเต็ลไทยแลนด์ บิดกันเยอะมาก หลังบ้านจะบอกได้ว่า ราคาประมาณเท่าไร เจ้าของแบรนด์สามารถเลือกคำอื่นได้ ถ้าคำฮิตแพงเกินไป เลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะกับแบรนด์และงบประมาณดีที่สุด

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ