
เจบิกสอนรัฐบาลเร่งเมกะโปรเจกต์
โพสต์ทูเดย์
— เจบิกแนะรัฐบาลลงทุนโครงการขนาดใหญ่เองดีกว่าร่วมทุนเอกชน ให้ดีทำทีละโครงการอย่าคิดการใหญ่แล้วทำไม่เสร็จสักชิ้นนายยูเฮ โอมิ ผู้จัดการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย (The Japan Bank for International CooperationJBIC) เปิดเผยในงานสัมมนายูโรมันนี่ ว่า รัฐบาลไทยควรเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงยิ่งควรลงทุนเอง เพื่อความคล่องตัว ทำได้เร็ว เพราะถ้ารอให้เอกชนมาร่วมทุน (พีพีพี) มักเกิดปัญหาเวลาจะปรับขึ้นค่าบริการ เห็นได้จากโครงการทางด่วนที่ปรับขึ้นราคาลำบาก ถ้าแพงก็จะสู้กับขนส่งมวลชนไม่ได้
นายยูเฮ กล่าวว่า ในญี่ปุ่นรัฐบาลก็ลงทุนโครงการขนาดใหญ่เอง จนถึงช่วงเวลาหนึ่งค่อยเปลี่ยนมือจากรัฐมาให้ภาคเอกชนบริหาร ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเคยมีหนี้สาธารณะสูงถึง 200% ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีแค่ 5060% จึงไม่เป็นปัญหา
นอกจากนี้ อยากเห็นรัฐบาลคัดเลือกโครงการที่จะทำ พร้อมกับลงมือทำทีละโครงการให้ออกมาสำเร็จ พิสูจน์ได้ว่าสามารถทำนโยบายออกมาเป็นรูปธรรมได้จริงๆ ถ้ามีโครงการมากมายหลายโครงการเกินไป เกินกำลังจะทำได้ จะส่งผลให้ทุกโครงการล่าช้าไปหมด เพราะความล่าช้าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกคนเฝ้ามองประเทศไทย
นายยูเฮ กล่าวว่า จริงอยู่เมื่อเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ย่อมล่าช้ากว่ากำหนดเกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ในไทยเกิดจากการเมือง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยไม่เป็นไร ถ้าเปลี่ยนแล้วนโยบายต่างๆ ถูกสานต่อ
“
เราอยากเห็นรัฐบาลใช้เงินตัวเอง เลือกลงทุนให้ดี ทำทีละอย่าง สำคัญต้องโปร่งใส และข้อกฎหมายต้องชัดเจน อย่าเปลี่ยนแปลงกฎหมาย กรณีมาบตาพุดไม่ควรให้เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะส่งผลร้ายแรงยิ่งกว่าการเมืองหลายเท่า” นายยูเฮ กล่าวสำหรับเจบิกไม่ได้ปล่อยกู้ให้โครงการลงทุนของรัฐบาลแล้ว เพราะส่วนนี้เปลี่ยนเป็นไจกา เป็นเงินกู้จากรัฐบาลญี่ปุ่น ขณะที่เจบิกปล่อยกู้ให้กับภาคเอกชน บริษัทขนาดใหญ่ของไทย และปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีผ่านการปล่อยกู้ให้ธนาคาร กสิกรไทย ทหารไทย กรุงเทพ และเอสเอ็มอีแบงก์
นายปณิต ตุลย์วัฒนจิต ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า พีพีพีเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ถ้าทำตามกรอบที่กระทรวงการคลังวางแผนไว้ พีพีพีก็ถือเป็นการลงทุนที่ดีวิธีหนึ่ง ซึ่งเงินทุนไม่ได้เป็นปัญหา เพราะสภาพคล่องในประเทศเพียงพอไม่จำเป็นต้องออกไปกู้ต่างประเทศ อีกทั้งโครงการไทยเข้มแข็งมีเวลาหลายปี
ก่อนหน้านี่เจบิกสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนพบว่า นักลงทุนญี่ปุ่นจัดอันดับความน่าสนใจลงทุนในประเทศไทยอยู่อันดับที่ 4 ของเอเชีย รองจากจีน อินเดีย และเวียดนาม เนื่องจากมีอัตราค่าจ้างต่ำ และเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก สำคัญ







