
หุ้นจีน:ผลตอบแทน กับความผันผวน
ถ้าใครได้ติดตามตลาดหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมา ต้องบอกว่าหวือหวาทีเดียว ถ้านั่งมองไกลๆ ก็อาจเปรียบได้เหมือนรถไฟเหาะเลยทีเดียว ตั้งแต่กลางปีก่อนที่รถไฟเหาะขบวนนี้เพิ่งออกตัวและไต่ระดับขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถให้ผลตอบแทนถึงกว่า 150% แต่เมื่อรถไฟเหาะได้ไต่ขึ้นไปถึงจุดที่สูงเพียงพอและเริ่มทิ้งตัวลงมา เราเห็นดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับตัวลดลงกว่า 30% และหลังจากนั้นยังมีการกระชากขึ้น-ลงอีกเที่ยวละประมาณ 10% และเมื่อไม่นานมานี้ตลาดหุ้นจีนก็เพิ่งทำสถิติร่วงลงวันเดียวถึงเกือบ 8.5% หนักสุดในรอบ 8 ปี
ถ้าใครได้ติดตามตลาดหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมา ต้องบอกว่าหวือหวาทีเดียว ถ้านั่งมองไกลๆ ก็อาจเปรียบได้เหมือนรถไฟเหาะเลยทีเดียว ตั้งแต่กลางปีก่อนที่รถไฟเหาะขบวนนี้เพิ่งออกตัวและไต่ระดับขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถให้ผลตอบแทนถึงกว่า 150% แต่เมื่อรถไฟเหาะได้ไต่ขึ้นไปถึงจุดที่สูงเพียงพอและเริ่มทิ้งตัวลงมา เราเห็นดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับตัวลดลงกว่า 30% และหลังจากนั้นยังมีการกระชากขึ้น-ลงอีกเที่ยวละประมาณ 10% และเมื่อไม่นานมานี้ตลาดหุ้นจีนก็เพิ่งทำสถิติร่วงลงวันเดียวถึงเกือบ 8.5% หนักสุดในรอบ 8 ปี
ทางการจีนก็ได้พยายามออกมาตรการมาช่วยพยุงตลาดไว้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการในเชิงบวก เช่น การจัดตั้งกองทุนพยุงตลาด โดยให้บรรดา Brokers มาสมทบทุน หรือมาตรการที่รุนแรง เช่น การห้ามผู้ถือหุ้นใหญ่ทำการขายหุ้นในบริษัทนั้นๆ เป็นเวลา 6 เดือน หรือการขึ้น Halt กับหุ้นบางตัว เป็นต้น ในด้านที่ดี ดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านี้ช่วยสร้างฐานให้กับตลาดได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของตลาดกลับมีมากขึ้นหลังจากที่มาตรการเหล่านี้ออกมา เช่น มีการเหวี่ยงขึ้น-ลงอีกถึงประมาณ 10% เป็นต้น
เป็นที่น่าสังเกตว่า คำว่า “ฟองสบู่” ได้ใช้กับตลาดจีนมาหลายครั้ง และไม่ใช่กับตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว ครั้งก่อนหน้านี้ในปี 2550 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตก็เคยขึ้นไปถึงระดับ 6,000 จุด แล้วก็ร่วงลงมาเหลือเพียง 1,800 จุด เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน แต่หลังจากนั้นทางการจีนก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่มูลค่า 4 ล้านล้านหยวน จนทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น เกิดเป็น “ฟองสบู่” ในภาคอสังหาริมทรัพย์ตามมา จนทำให้ทางการจีนต้องให้ยาแรงควบคุมการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย แต่เหมือนสภาพคล่องที่ยังคงสูงในจีน ทำให้นักลงทุนหันไปหาสินค้าประเภท Wealth Management Products จนเกิดเป็นปัญหา Shadow Banking ที่หลอกหลอนจีนในช่วงที่ผ่านมา และการปรับขึ้นกว่า 150% ของตลาดหุ้นจีนในรอบล่าสุดก็ตามมาด้วยการปรับตัวลดลงรุนแรง จนหลายคนก็ถือว่าเป็น “ฟองสบู่” ในตลาดหุ้นอีกครั้งหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการปล่อยมาร์จิ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดหุ้น จาก 3.9 แสนล้านหยวน เมื่อกลางปีก่อน เป็น 2.27 ล้านล้านหยวน ณ จุดสูงสุด (ปัจจุบันอยู่ที่ 1.38 ล้านล้านหยวน) ซึ่งทางการก็ไม่ได้เข้ามาควบคุมตั้งแต่แรก เลยสงสัยว่าจีนจะต้องเผชิญกับวัฏจักร “ฟองสบู่” ไปอีกกี่รอบ และความไม่พอใจจะสะท้อนกลับไปที่หน่วยงานภาครัฐหรือไม่
หลายคนถามว่า การที่หุ้นตกลงมารุนแรงนั้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ช่องทางกระทบมีทั้งช่องตรงซึ่งกระทบต่อความมั่งคั่งของครัวเรือน (ส่วนของทุนของครัวเรือน) และช่องทางอ้อมผ่านความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชน ถ้าหากพิจารณาช่องทางโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่สรุปว่า ผลกระทบจากตลาดหุ้นในรอบนี้ต่อภาพเศรษฐกิจจะมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะครัวเรือนมีการลงทุนในตลาดหุ้นไม่มากนัก คิดเป็นไม่ถึง 10% ของสินทรัพย์ที่มีทั้งหมด (จากการสำรวจของ National Bureau of Statistics of China) นอกจากนี้แม้ว่าตลาดหุ้นจีนจะปรับตัวลดลงมารุนแรง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเมื่อกลางปีก่อน ก่อนจะเริ่มมีการ Rally ในรอบนี้ถึง 85% (ยกเว้นว่าถ้าใครมีการลงทุนโดยใช้มาร์จิ้นก็อาจจะเหลือผลตอบแทนน้อยกว่านั้น)
จริงๆ แล้ว เศรษฐกิจจีนถือว่าเป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก จะเป็นรองก็เพียงอินเดียเท่านั้น (ถ้าเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจใหญ่ๆ ด้วยกัน) แม้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง IMF คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ 6.8% ในปีนี้ และชะลอลงเหลือ 6.3% ในปีหน้า ซึ่งทิศทางเศรษฐกิจเช่นนี้จะทำให้นักลงทุนยังมีความกังวลต่อการชะลอตัวลงรุนแรง (Hard Landing) ต่อเนื่อง และอาจปะทุขึ้นมากดดันตลาดได้เป็นครั้งคราว
แต่ถึงกระนั้น เราเชื่อว่าทางการจีนยังมีกระสุนเพียงพอในการช่วงประคับประคองให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Soft Landing) ดอกเบี้ยนโยบาย (ดอกเบี้ยกู้ยืม 1 ปี) อยู่ที่ 4.85% และอัตราการกันสำรองของธนาคารที่ยังคงสูงถึง 18.5% ซึ่งทั้งสองตัวนี้ยังสามารถลดลงมาได้อีกมาก และถ้ามองในเชิงของมูลค่าของตลาดหุ้นจีนปัจจุบันก็ไม่ได้ “แพง” แต่อย่างใด จากที่สัดส่วน P/E ของตลาดเซี่ยงไฮ้เคยสูงถึงเกือบ 19.5 เท่า ในตอนที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ขึ้นไปแตะระดับ 5,400 จุด ในช่วงกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่สัดส่วนดังกล่าวเหลือเพียง 14.0 เท่าเท่านั้น เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา สูงกว่าสัดส่วน P/E ของตลาดหุ้นไทยที่ 13.4 เท่า ในวันเดียวกันนั้นไม่มากนัก จึงทำให้ตลาดหุ้นจีนยังมีความน่าสนใจอยู่ค่อนข้างมากในระยะยาวทั้งในเชิงอัตราการเติบโตในอนาคตและมูลค่าในปัจจุบัน
แต่ทว่าความผันผวนของตลาดหุ้นจีนในปัจจุบันอยู่ในระดับสูงทีเดียว และตลาดอาจเผชิญกับความผันผวนเช่นนี้ไปอีกระยหนึ่ง นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก เราเกรงว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นจีนจะไม่คุ้มกับความเสี่ยงภายใต้สภาวะในปัจจุบัน จึงยังอาจจะรอให้ความผันผวนของตลาดบรรเทาลงก่อนที่จะเข้าซื้อเพื่อการลงทุนระยะยาว แต่ถ้านักลงทุนยอมรับความเสี่ยงได้มากและชอบสถานการณ์ตลาดที่ผันผวน ก็ต้องบอกว่าตลาดหุ้นจีนคงจะน่าสนใจอยู่ทีเดียวครับ







