posttoday
หุ้นรูดยังไม่สะเด็ด กูรูแนะนำอย่าเพิ่งรีบซื้อ!

หุ้นรูดยังไม่สะเด็ด กูรูแนะนำอย่าเพิ่งรีบซื้อ!

28 กรกฎาคม 2558

จันทร์ทมิฬหุ้นดิ่งทั่วเอเชีย ไทยร่วง 25 จุด ข่าวร้ายท่วมตลาด ทั้งศึกในบ้านและต่างประเทศ แนะถือเงินสดรอช้อน

โดย...ทีมข่าวหุ้น-ตลาดทุน โพสต์ทูเดย์

จันทร์ทมิฬหุ้นดิ่งทั่วเอเชีย ไทยร่วง 25 จุด ข่าวร้ายท่วมตลาด ทั้งศึกในบ้านและต่างประเทศ แนะถือเงินสดรอช้อน

ตลาดหุ้นไทยนอกจากได้รับข่าวร้ายจากตลาดหุ้นจีนถูกถล่มรอบใหม่กว่า 8% แล้วยังเจอวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำเติม ตัวเลขสำคัญที่ประกาศออกมาแย่ลงเรื่อยๆ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ประกาศการส่งออกเดือน มิ.ย. 2558 ติดลบหนักเกือบ 8% ซึ่งรายได้จากการส่งออกมีความสำคัญ และเป็นสัดส่วนใหญ่ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย เมื่อภาพออกมาเลวร้ายเช่นนี้ย่อมส่งผลเสียสำหรับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยลงเร็วและแรงมาก เพียงระยะเวลา 1 เดือนกว่า ดัชนีลงมาแล้วกว่า 100 จุด จากระดับ 1,520 จุด เมื่อเดือนก่อนหน้า และการที่ดัชนีหลุดแนวรับสำคัญและลงมาปิดที่ 1,412.55 จุด ถือว่าทำสถิติต่ำสุดในรอบ 1 ปีเศษ สาเหตุที่ดัชนีหุ้นลดลงแรงเกิดจากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องเศรษฐกิจไทยและจีนที่แผ่วตัวลงกดดันหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ให้อ่อนตัวลงถ้วนหน้า เพราะจีนคือผู้บริโภครายใหญ่ และน้ำมันที่ดิ่งลงอีกจะทำให้แนวโน้มในไตรมาส 3 กลุ่มพลังงานจะขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

“แม้หุ้นไทยลดลงมาเร็วและแรง แต่ก็ยังไม่ใช่โอกาสซื้อ เพราะตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูงมากจากปัจจัยลบต่างๆ ทั้งจากในและต่างประเทศ สำหรับนักลงทุนที่มีเงินเย็นก็ให้เลือกซื้อหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนเงินปันผลเกิน 5% และหุ้นที่มีโอกาสจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เช่น หุ้นรับเหมาก่อสร้าง เพราะยังไงก็เชื่อว่ารัฐจะต้องลงทุน และหากดูมูลค่างานในมือของบริษัทรับเหมาแล้วยังสามารถรับมือได้กว่า 2 ปี แม้ว่างานประมูลจะออกมาล่าช้า และหุ้นสื่อสารที่มีข่าวดีในเรื่องของการประมูล 4จี และเป็นหุ้นปันผลดีด้วย”

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า  หุ้นไทยปรับตัวลงสอดคล้องกับทิศทางของตลาดหุ้นเพื่อนบ้านและทิศทางเดียวกับหุ้นทั่วโลก หลังนักลงทุนโยกย้ายเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ประกอบกับราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงส่งผลให้หุ้นพลังงานไทยเป็นตัวกดดันดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือน มิ.ย. ที่ประกาศออกมาติดลบ 7.8% ถือว่าเป็นระดับที่ย่ำแย่มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในระดับติดลบ 4.6% ซึ่งเป็นตัวที่สะท้อนถึงภาพของเศรษฐกิจไทยค่อนข้างชะลอตัว นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ (27-31 ก.ค.) ตลาดหุ้นไทยมีวันหยุดที่เกี่ยวเนื่องกันอาจจะทำให้ตลอดทั้งสัปดาห์มีมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง ทำให้เห็นการซื้อขายในหุ้นขนาดเล็กมากกว่า เนื่องจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังไม่ไหลเข้ามา หุ้นขนาดใหญ่ก็ไม่ค่อยขยับ สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำถือเงินสด เพื่อรอดูทิศทางของตลาดและกระแสเงินทุนต่างชาติ พร้อมประเมินแนวรับที่ 1,410 จุด และแนวต้านที่ 1,435 จุด  

สมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงจากภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ทั้งภาคส่งออกและการบริโภคภายในประเทศยังตกต่ำ ประกอบกับค่าเงินบาทอ่อนค่า ส่งผลต่อนักลงทุนต่างชาติทยอยขายสุทธิต่อเนื่องเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงต่อเนื่องโดยล่าสุดราคาต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กดดันหุ้นในกลุ่มพลังงานให้ลดลง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะเลือกสะสมหุ้นรายตัวที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาโดดเด่น โดยเน้นลงทุนในระยะเวลา 3-6 เดือน โดยการทยอยซื้อสะสมหรือลงทุนในหุ้นที่ให้อัตราปันผลสูง เนื่องจากใกล้เวลาปันผลครึ่งปี

ฝ่ายวิจัยภัทร ประเมินว่า มีโอกาสมากที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 1.25%    เพราะเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวช้ากว่าคาด สะท้อนจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และการปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองจาก 3.8% เหลือ 3% รวมถึงเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก โดยฝ่ายวิจัยภัทรคาดเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ปีนี้ติดลบ 0.4% ทำให้ กนง.มีช่องค่อนข้างมากในการใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงจิตวิทยาที่ส่งผลให้ กนง.อาจลดดอกเบี้ย คือกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากเกิดขึ้นจริงอาจทำให้นโยบายด้านเศรษฐกิจและการคลังสะดุดชั่วคราว ภาระในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะตกมาอยู่กับ กนง. ซึ่งจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินพยุงเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะสั้น

“กนง.มีโอกาสดำเนินนโยบายดอกเบี้ยสวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐที่จะประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.นี้ ตลาดไม่ได้คาดหวังว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย แต่จะติดตามการแถลงการณ์ของเฟดหลังการประชุมหลังจากก่อนหน้านี้ ในการแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส สหรัฐ ยืนยันหนักแน่นว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สวนทางมีโอกาสทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออก มองว่าตลาดทุนเริ่มพิจารณาถึงความเป็นไปได้ดังกล่าวแล้ว สะท้อนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ จาก 34 บาท/เหรียญสหรัฐ มาสู่ระดับ 34.90 บาท/เหรียญสหรัฐ ในปัจจุบัน และการขายหุ้นไทย 5 วันติดต่อกันของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นในระยะกลางยังคงถูกกดดันด้วยแรงขายจากต่างชาติ”

สำหรับการลงทุนแนะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว คือ 1) เงินบาทอ่อนค่า ผู้ได้ประโยชน์คือผู้ส่งออก ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอาหาร 2) ลดดอกเบี้ย ผู้ได้ประโยชน์คือ กลุ่มอสังหาฯ (กระตุ้นความเชื่อมั่น) ลีสซิ่ง (ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว แต่รายได้ดอกเบี้ยคงที่) หุ้นปันผลสูง (ดอกเบี้ยต่ำ) หนุนปันผลให้ดูน่าสนใจมาก

สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ “เสี่ยปู่” นักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่องไม่คิดว่าเป็นจังหวะซื้อ แม้ว่าตลาดจะปรับตัวลงมาก แต่จะซื้อเมื่อคิดว่าตลาดมีโอกาสลงอีกไม่มาก โดยดูหุ้นเป็นตัวๆ ไม่ได้ดูตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ SET

ด้านราคาทองตลาดเอเชียปิดที่ 1,099.90 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.40 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่ราคาทองในประเทศไม่มีการเปลี่ยนแปลง ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 1,8100 บาท ขายออก 1,8200 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อ 17,843 บาท ขายออก 18,600 บาท

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธาน บริษัท เอ็มทีเอสโกลด์ แม่ทองสุก วิเคราะห์ว่า ราคาทองดีดขึ้นเป็นจังหวะขาย โดยมองว่าแนวโน้มยังเป็นขาลงตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าและมีโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยปลายปีนี้

ทั้งนี้ ให้แนวรับราคาทองคำไว้ที่ 1,080 เหรียญสหรัฐ และแนวต้าน 1,110 เหรียญสหรัฐ ก่อนที่ถ้อยแถลงของ เจเน็ต เยลเลน จะเกิดขึ้นใน 3 วันนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ