
บินไทยถ่ายเลือด ปฏิวัติการทำงาน
โดย...พีรดา ปราศรีวงศ์
โดย...พีรดา ปราศรีวงศ์
ช็อกกันไปทั้งบริษัท การบินไทย เมื่อคณะกรรมการบริษัท การบินไทย ตัดสินใจผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ด้วยการเปิดทางให้มีการสรรหาบุคลากรมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาร่วมบริหารองค์กรเป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปี
หลังจากมติดังกล่าวเป็นที่รับรู้ พนักงานบริษัท การบินไทย ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในมติดังกล่าว
“ผมไม่เข้าใจ ทำไมคนถึงมองว่าการที่บริษัท การบินไทย ดึงต่างชาติเข้ามาบริหารกลายเป็นปมปัญหา ทั้งๆ ที่แนวคิดนี้หลายชาติในอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ต่างเปิดกว้างดึงผู้บริหารต่างชาติที่เป็น
มืออาชีพมาช่วยวางแผนงาน ไม่เฉพาะเจาะจงแค่ธุรกิจการบินเท่านั้น แต่บางส่วนเห็นว่าครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นการผ่าตัดโครงสร้างการบริหารที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง” อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะประธานกรรมการบริษัท การบินไทย ชี้แจง
อารีพงศ์ เปิดเผยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในบริษัท การบินไทย มีความซับซ้อนและหลากหลาย ทั้งเรื่องโครงสร้างราคาการจำหน่ายตั๋ว วิธีการขาย คอลเซ็นเตอร์ของการบินไทยโทรศัพท์ติดยากมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่สะสมมานาน สะท้อนภาพได้อย่างชัดเจนว่า คนในการบินไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ลดลงหรือหมดไป ทำให้การบินไทยไม่สามารถแข่งขันกับ
คู่แข่งที่เป็นสายการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“ผมต้องการให้สังคมเข้าใจว่า บริษัท การบินไทย เป็นสายการบินแห่งชาติที่ต้องแข่งขันกับสายการบินพรีเมียมระดับโลก ไม่ใช่แข่งขันเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) หรือสายการบินในประเทศเท่านั้น ตลาดการบินที่แข่งกันรุนแรงต้องมีการปรับตัวองค์กรเพื่อรับมือการแข่งขันในระดับอินเตอร์
การว่าจ้าง เวย์น เพียร์ซ อดีตประธานเจ้าหน้าที่สายการบินโอมานแอร์ มาทำหน้าที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ เปรียบเสมือนการทำงานแบบพนักงานคนหนึ่ง เพื่อร่วมวางแผนยุทธศาสตร์การทำงานทั้งระบบ งานด้านการตลาด เวย์น ต้องเข้าไปแก้ไขอย่างน้อย 21 เรื่อง เช่น การกำหนดเส้นทางการบินที่ชัดเจนในช่วงตารางฤดูหนาวที่จะถึงนี้ การปรับเปลี่ยนขนาดเครื่องบินให้สอดคล้องกับความต้องการของ
ผู้โดยสารในแต่ละเส้นทาง
ด้านการขายตั๋วแบบแอ็กทีฟไพรซ์ เพื่อเปิดให้การซื้อตั๋วแต่ละช่วงเวลาสามารถยืดหยุ่นได้ทันต่อฤดูกาล พฤติกรรมของผู้โดยสารรวมถึงช่วงระยะเวลาการจองตั๋วโดยสาร”
ประธานกรรมการบริษัท การบินไทย มั่นใจว่าวิธีบริหารดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทได้ ซึ่งเห็นได้ว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมาการบินไทยตั้งราคาตั๋วโดยสารของการบินไทยเป็นราคาเดียวตลอดทั้งสัปดาห์ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ เมื่อเริ่มปรับเปลี่ยนเห็นชัดได้ว่าช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ อัตราผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“การจ้างชาวต่างชาติที่เป็นมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในครั้งนี้ จะมีเกณฑ์การประเมินที่เข้มข้น ทั้งเรื่องของรายได้ เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมานอกจากกระแสโลว์คอสต์ แอร์ไลน์แล้ว สายการบินแถบตะวันออกกลางยังเป็นต้นแบบที่เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการบินของโลก เมื่อได้มืออาชีพมาร่วมวางแผนการบินไทย เชื่อว่าจะทำให้บริษัทพลิกฟื้นและถูกจัดอันดับให้เป็นสายการบินที่ดีของโลกติด 1 ใน 5 ในอีก 2 ปีข้างหน้า เทียบกับปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 18-19” อารีพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ การบินไทยยังเปิดรับสมัครบุคคลภายนอกเข้ามาบริหารจัดการในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอีก 3 ตำแหน่ง คือ ด้านทรัพยากรบุคคลของการบินไทย (เอชอาร์) ตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ (ดีเอ็น) และตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หน่วยธุรกิจบริการการบิน (ดี1) ซึ่งถือเป็นการผ่าตัดโครงสร้างองค์กรใหญ่ในรอบ 55 ปี
ต้องยอมรับว่าการบริหารจัดการภายใต้ผู้นำอย่าง จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทย ที่เข้ามาดูแลการทำงานทุกขั้นตอน พร้อมแก้ไขปัญหาร่วมกันกับฝ่ายบริหารอื่นกว่า 400-500 ตำแหน่ง ซึ่งได้ร่วมหารือและชี้แจงการว่าจ้างต่างชาติ และการเปิดรับสมัครคนนอกเข้ามาร่วมบริหารในครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้การบินไทยกลับมาเป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง พลิกฟื้นการทำกำไรได้ภายในปีนี้
นอกจากนี้ การบินไทยมีแผนการปรับปรุงพื้นที่นั่งชั้นประหยัดและชั้นธุรกิจให้มีความทันสมัย รองรับความต้องการของผู้โดยสาร สามารถเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับบริษัทในระยะยาว รวมถึงยกระดับการเป็นพรีเมียมแอร์ไลน์อย่างแท้จริง
แนวทางการแก้ปัญหาการบินไทยจะเดินหน้าไปตามที่คณะกรรมการประสงค์หรือไม่ ชวนติดตามอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้สภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินโลกที่เปลี่ยนไปจากอดีต เดิมทีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยเป็นศูนย์กลาง หรือฮับการบินระหว่างยุโรป-เอเชีย แต่ปัจจุบันกำลังถูกท้าทายจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่กำลังเร่งสร้างศักยภาพด้านการบินของตัวเอง
อีกทั้งปัญหาคุณภาพการให้บริการของการบินไทยกำลังถูกท้าทายจากสายการบินอื่นๆ ที่แข่งขันเรื่องคุณภาพบริการ และสายการบินคู่แข่งหลายรายเร่งพัฒนาขึ้นทั้งในแง่จำนวนเครื่องบินและเส้นทางบิน แต่การบินไทยยังขยับตัวไม่ได้
นอกจากนี้ หากพิจารณาหมวดเงินเดือน เบี้ยเลี้ยงผู้บริหารระดับสูงที่มีอยู่กว่า 50 คนนั้นถือว่าสูงมากปีละกว่า 610 ล้านบาท
นี่จึงเป็นปัญหาให้อันดับสายการบินที่ Skytrax จัดอันดับนั้นลดฮวบอย่างน่าใจหาย จากที่การบินไทยเคยขึ้นไปสูงถึงอันดับ 5 ของโลกในปี 2011 แต่ในปี 2013 อยู่อันดับ 15 ปี 2014 อยู่อันดับ 14 พอปีนี้ตกไปอันดับ 19







