
โบรกฯ ลั่น 1,400 จุดเอาอยู่ ผู้จัดการกองทุนเก็บของดีของถูก
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ nพณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ nพณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
Thai Fight 1 “ฝ่ามรสุมรุมเร้า...จะเก็งกำไร หรือลงทุนยาว เรามีคำตอบ” งานเสวนาโดยมีสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และสมาคมบริษัทจัดการลงทุนเป็นแม่งาน ท่ามกลางหุ้นไทยผันผวนในทิศทางขาลง
“ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า โดยพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด เมื่อเศรษฐกิจอ่อนแรง อาจทำให้ดัชนีแผ่วลงจนเห็นระดับ 1,450 จุด แต่ไม่เชื่อว่าจะปรับตัวลดลงไปเห็นระดับ 1,200 จุด ตามที่มีบางสำนักให้ตัวเลขมา เพราะไม่มีปัจจัยลบใดจะเข้ามาทำให้สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ ขณะเดียวกันยังไม่มีปัจจัยบวกดันให้ดัชนีไปไกลได้ถึงระดับ 1,600 จุด
ทั้งนี้ จากผลสำรวจความเห็นของบริษัทหลักทรัพย์ล่าสุดได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ลงเหลือ 8-9% จากเดิม 15% และปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 3%
ส่วนประเด็นการเลื่อนประมูลโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไปเป็นปีหน้า คงไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก เพราะนักลงทุนรับข่าวไปพอสมควรแล้ว ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่น่าจะส่งผลอะไรอย่างมีนัยเช่นกัน เพราะใครจะเข้ามาแทนใครต้องอยู่บนความหวังของการเร่งเบิกจ่ายและเดินหน้าลงทุนแผนต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง ถือว่าจำเป็นมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
“หุ้นไทยจะยังคงผันผวนระยะสั้น แต่โดยพื้นฐานสามารถลงทุนยาวในระยะ 1 ปีข้างหน้าได้ ควรทยอยเข้าซื้อสะสมตอนราคาหุ้นต่ำในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์”
“ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า หุ้นเข้าสู่การปรับฐาน และกำไรไตรมาส 2 นี้คงออกมาไม่ค่อยดี ส่วนครึ่งปีหลังยังมีผลกระทบจากภาคส่งออกติดลบ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานชะลอตัว สินเชื่อเติบโตช้า ผลกระทบจากภัยแล้ง นอกจากนี้กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกกลับเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลสหรัฐ
ส่วนตัวคาดว่าดัชนีปีนี้ไม่น่าลงไปต่ำกว่าระดับ 1,400 จุด และหุ้นไทยยังน่าสนใจลงทุนอยู่ แต่ต้องเลือกตัวหุ้นและจังหวะในการลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการดี นอกจากนี้ควรกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ
“ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไทยพาณิชย์ คาดว่าดัชนีหุ้นสิ้นปีนี้จะสามารถขึ้นไปถึง 1,800 จุดได้ ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นขณะนี้จะส่งผลกระทบแค่ระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่มั่นใจว่าพื้นฐาน บจ.ยังแข็งแกร่ง สามารถเข้าลงทุนระยะยาวได้ โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณบวกตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป และราคาหุ้นปรับตัวลงมา เป็นโอกาสในการเข้าซื้อของถูก โดยแนะนำกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร และรับเหมา
“มนตรี ศรไพศาล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า มองดัชนีหุ้นไทยระยะ 12 เดือนข้างหน้า ที่ระดับ 1,650 จุด ช่วงนี้ทยอยซื้อสะสม กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ก่อสร้าง
ทางฝั่งของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน คือ ไม่ว่าจะมีมรสุมรุมเร้าอย่างไร แต่ในเวลานี้เป็นจังหวะดีที่จะทยอยเก็บ “หุ้นดี ราคาถูก” โดยเริ่มนำเงินสดที่เก็บไว้มาซื้อหุ้นกันแล้ว
“หลังจากดัชนีหลุด 1,500 จุด เริ่มกลับมาชอบหุ้นไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้นใหญ่ เพราะในตลาดยังมีหุ้นที่ดี นักลงทุนก็มีเงินลงทุน เพียงแต่ขาดความมั่นใจ เพราะไม่รู้ว่า หุ้นจะตกลงไปอีกแค่ไหน” วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าว
พร้อมกันนี้ วิน กล่าวอีกว่า บลจ.วรรณ ทยอยเก็บหุ้นมาตั้งแต่ 1,480 จุดแล้ว ทำให้ตอนนี้มีสัดส่วนการลงทุนหุ้นเกือบเต็มพอร์ตแล้ว โดยลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคารขนาดใหญ่ และลดการลงทุนในหุ้นโรงพยาบาล อาหาร ปิโตรเคมี และสื่อสาร
สมิทธ์ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นอีก 5-10% จากระดับปกติ หลังจากตลาดหุ้นลดไปถึง 1,440 จุด
เช่นเดียวกับ พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา บลจ.บัวหลวง บอกว่า ในภาวะปกติกองทุนหุ้นของ บลจ.บัวหลวง จะถือเงินสดประมาณ 5-10% แต่ในขณะนี้ถือไว้มากกว่า 10% ทำให้เป็นโอกาสสะสมหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี แต่ราคาปรับลดลงมามากแล้ว
“ดัชนีที่ต่ำกว่า 1,500 จุด ถือเป็นจังหวะช้อนซื้อ เพราะเชื่อว่าตลาดรับรู้ข่าวร้ายไปมากแล้ว และในรอบนี้เริ่มมียอดซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) รวมถึงกองทุนหุ้นธรรมดาเข้ามาแล้ว” พีรพงศ์ กล่าว







