
ตปท.กดดัชนีร่วงยาว
หุ้นลงพรวดเดียว ตปท.ขายหนักผ่านอนุพันธ์ ลือรัฐเลื่อนลงทุนใหญ่ แนะหุ้นปันผลดีสุด
หุ้นลงพรวดเดียว ตปท.ขายหนักผ่านอนุพันธ์ ลือรัฐเลื่อนลงทุนใหญ่ แนะหุ้นปันผลดีสุด
หุ้นไทยรั้งท้าย ดัชนีร่วงแรงต่อเนื่อง ทรุดอีก 19.27 จุด หรือ 1.31% ปิดที่ระดับ 1,447.44 จุด มูลค่าซื้อขายหนาตาขึ้น 40,249 ล้านบาท โดยต่างชาติขายเพียง 353 ล้านบาท สถาบันไทยทิ้ง 1,669 ล้านบาท โดยมีแรงขายหุ้นใหญ่ในกลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงรับเหมาก่อสร้างที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะเลื่อนการลงทุนในโครงสร้างขนาดใหญ่มูลค่า 7 แสนล้านบาท ออกไปเป็นปีหน้า ขณะที่หุ้นสื่อสารราคาแข็งแกร่งเพราะมีแรงรับรอเงินปันผลกลางปี และมีข่าวประมูล 4จี สนับสนุน ยกเว้น บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) รูดลงแรง 3.75 บาท หรือ 4.52% ปิดที่ 79.25 บาท เพราะผิดหวังกำไรไตรมาส 2
นายสัญญา หาญพัฒนกิจพานิช ผู้ช่วยกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติได้ขายล่วงหน้าอ้างอิงดัชนีหุ้น SET50 (ชอร์ตฟิวเจอร์ส) 1 แสนสัญญา มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นจำนวนที่สูง ซึ่งอาจเป็นการเก็งกำไร หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงพอร์ต แม้ว่าที่ผ่านมาต่างชาติจะขายเงินลงทุนหุ้นไทยมาก แต่ยังถือว่ามีหุ้นในมืออีกมาก และเป็นระดับที่มีกำไร เพราะซื้อตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551 ขณะนั้นดัชนีอยู่ที่ 300-400 จุด
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส (ASPS) กล่าวว่า หุ้นยังมีความเสี่ยงที่จะลงได้อีกเพราะขาดความเชื่อมั่น ซึ่งหุ้นไทยปรับฐานมากว่า 9 เดือน และยังเห็นสัญญาณที่จะฟื้น เพราะยังมีความเสี่ยงที่จะเห็นการลดจีดีพีลงอีก รวมถึงลดประมาณการกำไรของตลาด ระยะสั้นประเมินแนวรับที่ 1,450 จุด แต่ถ้าหลุดก็จะไปที่ 1,430 จุด
นอกจากนี้ เงินบาทที่อ่อนค่าลงแตะระดับ 34.50 บาท สะท้อนภาพชัดเจนว่าเงินทุนต่างชาติไม่ไหลเข้ามาและยังคงไหลออกไป และจะกดดันให้ดัชนีลงได้อีก แนะนำให้เลือกหุ้นจ่ายปันผลเกิน 5% และมีค่าเบต้าต่ำ เช่น บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท อินทัชคอร์ปเรชั่น (INTUCH) และบางส่วนอาจลงทุนในหุ้นที่มีภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มก่อสร้างอย่างบริษัท ช.การช่าง (CK) กลุ่มปิโตรเคมีอย่างบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) หรือกลุ่มที่มีรายได้ที่แน่นอนอย่างบริษัท ไทยคม (THCOM)







