posttoday
ธุรกิจ Infopreneur เชี่ยวชาญแลกเงิน

ธุรกิจ Infopreneur เชี่ยวชาญแลกเงิน

21 กรกฎาคม 2558

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

ช่วงนี้ได้ยินคนพูดถึงอาชีพนี้กันมากขึ้น Infopreneur ก็คือ “อาชีพขายข้อมูล หรือ ขายความเชี่ยวชาญแลกเงิน”

ผมเข้าสู่อาชีพนี้โดยบังเอิญ เพราะผมบังเอิญทำธุรกิจมาเยอะ ก่อนหน้านี้ผมเป็น Entrepreneur ทำธุรกิจตั้งแต่ร้านอาหาร จนถึงโรงงานกระจก แต่สุดท้ายเจ๊งหมดเพราะบริหารไม่ได้เรื่อง

การเป็น Entrepreneur ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการทำธุรกิจส่วนตัวคือคุณต้องทำทุกอย่างด้วยตัวของคุณเอง ...ซึ่งในหนึ่งธุรกิจประกอบไปด้วยหน่วยงานสำคัญ เช่น การบริหาร การขาย และอื่นๆ

ผมว่าคนส่วนใหญ่ตกม้าตายก็ 2 เรื่องหลักๆ ที่กล่าวมา ก็คือ “การบริหาร” หรือ “การขาย”

อย่างผมเองสอบตกเรื่องการบริหาร เพราะผมไม่ชอบ Detail จุกจิก ...นิสัยผมชอบมองภาพใหญ่ ชอบคิด ชอบวิเคราะห์ ...งานที่ว่ามามันเป็นงาน “ที่ปรึกษา หรือ Consulting ชัดๆ” แต่ก็นั่นแหละ ผมเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวก็ต้องบริหารเอง ...และนั่นก็คือจุดจบธุรกิจแรกของผม ...ไม่รอด!!

ผู้ประกอบการเล็กๆ ที่ผมเจอส่วนมากจะมีปัญหาเรื่อง “การขาย” เพราะเขาคิดว่าทำสินค้าให้ดีก็พอ เดี๋ยวก็จะมีคนมาซื้อเอง ...ผิดอย่างแรง!!

ถ้าคุณลองดูธุรกิจเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนมากเจ้าของจะเก่งเรื่องการขายและการตลาด ...เพราะธุรกิจเล็กๆ ไม่มีงบการตลาดหรือโฆษณา ดังนั้น มันเป็นเรื่องยาก มากๆ ที่ธุรกิจเล็กๆ จะสามารถทำให้ลูกค้ารู้จัก

นี่ยังไม่รวมถึงการค้าปลีก หรือที่วางสินค้า ที่วันนี้คุมโดยยักษ์ใหญ่ ...อย่างเมืองไทย CP คุมหมดแล้ว ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ไปจนถึง Tesco และค้าส่ง Makro ...ผมกำลังบอกว่า ผู้ประกอบการรายย่อย ถ้าคุณตอบเรื่องช่องทางการขายไม่ดี ไม่มีทางที่คุณจะรอดได้

ใช่!! ฟังเรื่องนี้แล้วท้อ เพราะเหมือนทุกโอกาสมันปิดตายไม่ให้คนตัวเล็กสามารถเติบโตได้ ...รายใหญ่ผูกขาดทุกอย่าง

แต่อย่าเพิ่งท้อ ...ผมกำลังจะเล่าถึง Infopreneur อาชีพที่รายใหญ่ไม่ได้เปรียบรายย่อย เพราะมันวัดกันที่ “ความคิดและฝีมือล้วนๆ”

ที่ผมเล่ามาไม่ได้จะบอกว่า ทุกอย่างถูกรายใหญ่ครองแล้ว ..แต่ผมกำลังจะบอกว่า จริงๆ ที่เราคิดว่ารายใหญ่ครองตลาด มันเป็นแค่ “กรอบความคิดของเราเอง” หลังจากที่ผมศึกษาและทำธุรกิจ Infopreneur ผมเห็นช่องทางการทำธุรกิจมากมาย

โอเคมาเริ่มกัน ...หนึ่ง รายใหญ่ครองตลาดแค่ส่วนที่ไม่ต้องใช้สมอง เช่น เขาครองตลาดที่แข่งกันที่ราคา ...การขายสินค้าที่แข่งกันลดราคา ไม่ต้องคิดจะสู้ เพราะรายใหญ่เขาได้เปรียบกว่า เหมือนคุณจะบอกว่า คุณจะขึ้นเวทีแล้วต่อยมวยแข่งกับนักมวยอาชีพ ...คุณเละแน่

ทางแก้ ข้อที่หนึ่ง คือ มองในตลาดที่ใช้สมองมากขึ้น ไม่แข่งกันที่ราคา ...ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ขายของแพง ...ราคาโคตรแพง ...อันนี้แน่นอน แค่ตั้งโจทย์ว่า สินค้าฉันต้องแพง ก็ขัดความรู้สึกคนส่วนใหญ่ ...นี่แหละคือตลาดที่คู่แข่งน้อย

จากนั้นคุณต้องตอบให้ได้ว่า ถ้าฉันจะตั้งราคาสินค้าแพง ...จะทำให้ลูกค้าที่ซื้อรู้สึกคุ้มได้อย่างไร

คิดดีๆ ลูกค้าไม่มีใครโง่ ...ไม่มีใครยอมจ่ายแพงให้สินค้าและบริการห่วยๆ ...ดังนั้น เราต้องตอบให้ได้ว่า สินค้าที่ฉันตั้งราคาสูง จะสร้างคุณค่าแบบสุดยอดอย่างไร ให้ลูกค้ารู้สึกว่าโคตรคุ้ม

“ยากล่ะสิ” แน่นอน ไม่ง่ายครับ เพราะนี่คือการคิดแบบล้มยักษ์ ที่ครั้งนึง Hermes หรือ Starbucks เคยใช้ตั้งแต่เขายังตัวเล็ก ...ยักษ์ใหญ่ของโลกที่ทำสินค้าราคาแพง ล้วนเกิดจาก Family Business ทั้งนั้นที่อาศัยความเฉพาะตัว ความแตกต่าง ความพิเศษ และที่สำคัญ เขาตั้งราคาโคตรแพง

“ของดีไม่มีอะไรราคาถูกครับ ...ถ้าคุณยังพยายามเอาสินค้าและบริการชั้นดีของคุณมาตั้งราคาขายถูกๆ แข่งกับองค์กรใหญ่ๆ คุณมีแต่แพ้กับแพ้” เรื่องนี้คุณต้องคิดใหม่ ตั้งราคาใหม่ วาง Position ของคุณเองใหม่

ปัญหาของคนไทยที่ไม่กล้าตั้งราคาสินค้าและบริการของตัวเองสูง ก็เพราะเขาคิดว่าตัวเองไม่มีค่าพอ ...ใช่!! คนไทยขาดความมั่นใจ ทั้งที่จริงๆ คนไทยเป็นคนเก่ง มีเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ที่คนทั้งโลกอยากค้นหา ...ดูหลักฐานสิ ดูจำนวนนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยสิ ...เราเป็นประเทศที่คนมาเที่ยวอันดับต้นๆ ของเอเชีย ...เรื่องนี้ชี้ให้เห็นเลยว่า เรามีเสน่ห์ เรามีคุณค่า

มันขึ้นกับว่า “คุณกล้าตั้งราคาให้ตัวคุณเองก่อน ...จากนั้นคุณถึงจะกล้าตั้งราคาสูงให้สินค้าและบริการที่คุณผลิต

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย