posttoday
รื้อเกณฑ์ค้ำประกัน

รื้อเกณฑ์ค้ำประกัน

17 กรกฎาคม 2558

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2558 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา สำหรับ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นการปรับปรุงบทบัญญัติเรื่องการค้ำประกันและจดจำนองให้เหมาะสมแก่การประกอบธุรกิจในปัจจุบัน

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2558 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา สำหรับ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นการปรับปรุงบทบัญญัติเรื่องการค้ำประกันและจดจำนองให้เหมาะสมแก่การประกอบธุรกิจในปัจจุบัน

ทั้งนี้ มาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา 681/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557

คือ “ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ในกรณีเช่นนั้นผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 688 มาตรา 689 และมาตรา 690”

ในขณะที่วรรคแรกของมาตรา 681/1 ระบุว่า “ข้อกำหนดใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบอย่างเดียวกับลูกหนี้หรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”

ดังนั้น เมื่อมีการเพิ่มเติมวรรคสองของมาตรา 681/1 จะทำให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลสามารถผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ ซึ่งลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ

มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 685/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 685/1 บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 686 มาตรา 694 มาตรา 698 และมาตรา 699 เป็นโมฆะ”

หมายความว่า ข้อตกลงใดที่มีความแตกต่างจากที่บัญญัติไว้เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 ที่บัญญัติว่า “เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ...” นั้น ให้ถือว่าเป็นโมฆะเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้ทำสัญญายกเว้นบทบัญญัติดังกล่าว

มาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 691 เป็น “มาตรา 691 ในกรณีที่เจ้าหนี้ตกลงกับลูกหนี้ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกัน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ให้เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตกลงกันนั้น ถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้วก็ดี ลูกหนี้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดไม่ครบถ้วน แต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือนั้นแล้วก็ดี หรือลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดนั้นแล้วก็ดี ให้ผู้ค้ำประกัน เป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกัน...”

โดยมาตราดังกล่าวจะตัดทอนเนื้อหามาตรา 691 เกี่ยวกับระยะเวลาชำระหนี้ของผู้ค้ำประกัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ค้ำประกัน แต่ยังให้เจ้าหนี้ติดตามหนี้จากผู้ค้ำประกันได้ โดยทำหนังสือแจ้งหนี้ไปยังผู้ค้ำประกันให้มาชำระหนี้ภายใน 60 วันนับแต่วันมีหนังสือแจ้ง

และมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 727/1 และใช้ข้อความว่า “ข้อตกลงใดอันมีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง หรือให้ผู้จำนองรับผิดอย่างผู้ค้ำประกัน ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ...”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ